ผู้เชี่ยวชาญ-นักวิชาการ ถกหาแนวทางปรับ “ระบบยุติธรรมดั้งเดิม และทัศคติชายเป็นใหญ่” ขจัดปัญหาความรุนแรงทางเพศ

ปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงเป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนานทุกยุคสมัย ผู้หญิงมักถูกมองว่าเป็นเพศที่อ่อนแอ และมักโดนทำร้ายโดยเฉพาะจากคนในครอบครัว เช่น กรณีสามีทำร้ายร่ายกายภรรยา ผู้ปกครองทำร้ายลูกสาวของตัวเอง หรือแม้กระทั่งผู้ชายในครอบครัวข่มขืนหรือหรือกระทำอนาจารทางเพศกับผู้หญิงก็มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

 

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติของไทยพบว่า ผู้หญิงถูกทำร้ายร่างกายโดยคนในครอบครัวเดียวกันมากกว่า 13,000 คนต่อปี จากการรวบรวมสถิติข่าวความรุนแรงทางเพศปี 2560 โดยมูลนิธิหญิงชาย
ก้าวไกล พบว่าเกิดเหตุความรุนแรงทางเพศร้อยละ 60.6 เป็นกลุ่มเด็กและเยาวชน และร้อยละ 30.9 เป็นกลุ่มผู้หญิงอายุ 41 – 60 ปี อีกข้อมูลหนึ่งจากสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI บอกไว้ว่าสถิติจากสายด่วน 1300 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีสายด่วนเกี่ยวกับความรุนแรงผู้หญิงมากกว่า 41% ในปี 2018 และมากขึ้นเรื่อยๆ เป็น 46% ในปี 2020

แม้ปัจจุบันสังคมไทยกำลังให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ แต่ก็น่าตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดเรายังได้ยินข่าวการทำร้ายร่างกายผู้หญิงอยู่เสมอ ภาคส่วนต่าง ๆ เช่น กระบวนการยุติธรรมทางอาญา รวมถึงสังคมจะมีส่วนช่วยให้ปัญหานี้ผ่อนคลายลงได้อย่างไร ?

จากคำถามสำคัญดังกล่าว จึงเป็นที่มาของงานเสวนา RoLD Virtual Forum ผ่านเฟซบุ๊กเพจ หัวข้อ “ระบบยุติธรรมทางอาญาที่ตอบสนองต่อการคุ้มครองผู้หญิงจากการกระทำความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศในประเทศไทย” (Effective and Integrated Criminal Justice Responses to Violence against Women in Thailand)
ที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ จัดขึ้นร่วมกับสมาคมนักเรียนทุนชีฟนิ่งประเทศไทย โดยมีผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ด้านกฎหมาย ด้านสาธารณสุขและสิทธิมนุษยชน มาร่วมแลกเปลี่ยนประเด็นสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อหาทางออกของปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิง

ในงานเสวนาครั้งนี้ เริ่มด้วยการปาฐกถาโดย ดร. พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย กล่าวนำถึง ระบบยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงต่อสตรีด้วยเหตุแห่งเพศ ว่าเป็นงานที่ท้าทายสัมพันธ์กับปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะอุปสรรคทางด้านวัฒนธรรมและด้านกฎหมาย ทำให้การเข้าถึงความยุติธรรมเป็นไปได้ไม่เต็มที่ ซึ่งบทบาทของทาง TIJ เน้นการให้ความรู้ และให้ความสำคัญ ทุ่มเทกับงานวิจัยและจัดกิจกรรมทางวิชาการเพื่อผลักดันประเด็นนี้มาโดยตลอด โดยหวังว่าการจัดกิจกรรมครั้งนี้จะเกิดประโยชน์ในการแก้ปัญหาได้ชัดเจนขึ้น อิงแนวทางสากลและคำนึงถึงบริบทเฉพาะในสังคมไทย

“ปัญหาความรุนแรงต่อสตรีเป็นปัญหาที่ยากและท้าทาย ที่ผ่านมาสถาบัน TIJ เราได้พยายามสร้างองค์ความรู้ให้เราเข้าใจสิ่งนี้ดีขึ้นผ่านการทำงานร่วมงานกับผู้เชี่ยวชาญในระดับนานาชาติ ปัญหา ความรุนแรงต่อสตรีเป็นประเด็นที่สหประชาชาติให้ความสำคัญมาตลอด และก็มีมาตรฐาน รวมถึงบรรทัดฐานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรง เป็นยุทธศาสตร์ต้นแบบว่าด้วยการดูแลแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสตรี มีการประชุมทบทวนทำให้เป็นปัจจุบัน การแก้ปัญหาอาจต้องดูทุกอย่าง ทั้งแนวปฏิบัติที่เป็นแนวทางสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเคารพต่อสิทธิมนุษยชน แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องคำนึงถึงบริบทเฉพาะซึ่งเวลาที่มันเป็นมิติทางสังคม เชื่อว่ารายระเอียดที่เราจะได้เรียนรู้ในวันนี้ก็จะเป็นประโยชน์ที่ทำให้เราเข้าใจปัญหานี้ได้ชัดเจนขึ้น” ดร. พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย กล่าว

ระบบยุติธรรมทางอาญาแบบดั้งเดิม ทัศนคติชายเป็นใหญ่: โครงสร้างที่เป็นอุปสรรคการแก้ปัญหาความรุนแรง

ในช่วงเสวนาหัวข้อ “ระบบยุติธรรมทางอาญาที่ตอบสนองต่อการคุ้มครองผู้หญิงจากการกระทำความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศในประเทศไทย” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เชื่อมโยงทัศนคติสังคมว่าด้วยผู้หญิงมีความเปราะบางด้านสรีระและต้องพึ่งพิงผู้ชาย กลายมาเป็นจุดอ่อนของการถูกล่วงละเมิด และชี้ถึงจุดบกพร่องของกระบวนยุติธรรมแบบดั้งเดิมที่ผู้หญิงถูกกระทำความรุนแรงทางเพศต้องเผชิญหนักหน่วง เหมือนถูกกระทำซ้ำ จากการที่ต้องผ่านกระบวนการแสดงหลักฐานเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ได้ยินยอมให้มีการกระทำผิด

“เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม นางสาวแดง (ยกตัวอย่าง) ถูกกระทำรุนแรงทางเพศจะต้องพิสูจน์ว่าไม่ได้ยินยอม ต้องไปเปิดหลักฐานหรือเปิดคลิปให้ใครดูบ้าง ไปถึงอัยการ อัยการถามคำถามแบบเดียวกัน เข้าถึงขบวนการในศาล ศาลก็ต้องถามแบบเดียวกัน และทนายก็ต้องมาซักค้านว่าวันนั้นก็เห็นเธอยินยอมนี่นา แล้วเราจะแน่ใจได้แค่ไหนว่ากระบวนการไกล่เกลี่ยที่อยู่ในกระดาษที่เป็นกฎหมายสวยงามนั้น คนปฏิบัติเขาเข้าใจ

สิ่งที่จะชี้ให้เห็นทั้งหมดมันมีอีกหลายประเด็นมาก ภาพของคลิปที่ยังอยู่บนอินเทอร์เน็ต นางสาวแดงจะขอเอาลงมา(จากการเผยแพร่)ได้ไหม เขาจะไปแจ้งใคร โรงพักทำให้ได้ไหม ถ้าโรงพักทำให้ไม่ได้ ไปหากระทรวงเทคโนโลยี เขาจะต้องวิ่งไปเอง ใครจะเป็นคนเข้ามาดูแลเขา” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ประเด็นปัญหา

ขณะที่ นางสาวบุษยาภา ศรีสมพงษ์ ทนายความสิทธิมนุษยชน นักวิจัยด้านความรุนแรงในครอบครัว และผู้ก่อตั้ง S-Hero กลุ่มรณรงค์ในเรื่องการยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง กล่าวถึง กรอบมายาคติทางเพศ ที่เป็นอุปสรรคของผู้หญิงในการขอความช่วยเหลือในกระบวนการยุติธรรมและการไม่ได้รับความเป็นธรรม

“อุปสรรคของผู้หญิงคนหนึ่งในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมไม่ใช่แค่เรื่องเขารู้กฎหมายไหม บางทีเขารู้เข้าใจโครงสร้าง และรู้ว่ากฎหมายมีความท้าทายยังไง แต่เสียงของสังคมชุมชนที่ตีตราผู้ถูกกระทำ เสียงของครอบครัวที่ดิสคอเรจ (discourage หรือ บั่นทอนความกล้า) หรือทำให้ผู้หญิงที่ถูกกระทำไม่กล้าฟ้องผู้กระทำ โดยย้ำว่า อย่าไปฟ้องเขาเลย สงสารเขา อย่าไปทำให้เขาเสียอนาคตเลย แล้วก็เป็นเสียงของเพื่อนที่บอกว่า แกไปทำอะไรเขาละ ไปทำอะไรมาถึงโดนกระทำแบบนั้น” นางสาวบุษยาภา ศรีสมพงษ์ ทนายความสิทธิมนุษยชน กล่าว

ช่วยเหลือผู้เสียหายได้โดยยึดหลัก survivor – centred approach

ในวงเสวนากล่าวถึงแนวทางช่วยเหลือผู้เสียหายโดยยึดหลัก ผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง (survivor – centred approach) จากมิติด้านสาธารณสุขที่มุ่งประเด็นเยียวยาความบอบช้ำทางจิตใจของผู้ถูกกระทำ
ความรุนแรง อาจเป็นแนวทางที่ช่วยป้องกันการถูกกระทำซ้ำจากกระบวนการยุติธรรมและเป็นการเปิดทางเลือกและคืนอำนาจให้กับผู้ถูกกระทำอย่างแท้จริง โดยอาศัยช่องทางของกฎหมายไทยที่เปิดให้ผู้เสียหายฟ้องคดีอาญาได้เอง แม้ส่วนใหญ่มีข้อจำกัดเรื่องทุนทรัพย์และความรู้ แต่หากมีการพัฒนาต่อยอดจากศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ของผู้เสียหาย น่าจะมีส่วนช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ได้

“ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้สิทธิ์ผู้เสียหายในการฟ้องคดีอาญาได้เอง แต่เราใช้สิทธิน้อยมากเพราะผู้เสียหายมีกำลังทรัพย์น้อย เพราะจะต้องจ้างทนาย ต้องรวบรวมพยานหลักฐานเอง มันลำบาก แต่เป็นไปได้ไหมว่าเราจะใช้ช่องทางนี้ในการที่จะเพิ่มสิทธิ์ เพิ่มกำลัง เพิ่มพาวเวอร์ผู้เสียหายที่จะใช้ผ่านกระบวนการนี้ให้ผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีอาญาได้เอง โดยเฉพาะคดีที่หลักฐานทั้งหมดมันเป็นหลักฐานที่อยู่กับตัวเขาเอง” นางสาวบุษยาภา ศรีสมพงษ์ และผู้ก่อตั้ง S – Hero ทนายความสิทธิมนุษยชน กล่าว

ผู้สนใจสามารถติดตามชมบันทึกการประชุมเสวนาย้อนหลังออนไลน์ได้ทาง เพจเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/tijthailand.org/videos/1331738437208784/

อ้างอิงข้อมูลสถิติ
http://www.nso.go.th/sites/2014/Documents/info/info63/lady_2563.pdf

https://www.thaihealth.or.th/Content/45786-%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%20’%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A8’%20%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87.html

Abuse against women still prevalent

# # # #

Related posts