บุกรวบไนจีเรียหนีหมายจับคดี Romance Scam คาหอพักหรู

บุกรวบไนจีเรียหนีหมายจับคดี Romance Scam คาหอพักหรู

 

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหาย ต่อภาพลักษณ์ของประเทศ


สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองโดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พ.ต.อ.ยศเอก รักษาสุวรรณ รอง ผบก.ตม.1 และ พ.ต.อ.กีรติศักดิ์ ก้องเกียรติศิริ ผกก.สส.บก.ตม.1 พร้อมชุดสืบสวนฯ ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคนร้าย ดังนี้
จากการสืบสวนหาข่าว (สายลับ) รายงานว่ามีชาวต่างชาติผิวสีมีพฤติการณ์ไม่น่าไว้วางใจน่าสงสัยมักเก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร เชื่อได้ว่าพักอาศัยอยู่บริเวณหอพักแห่งหนึ่งในซอยลาดพร้าว 83 ชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่แฝงตัวจึงได้สอบถามข้อมูลจากหอพัก ทราบว่ามีชาวต่างชาติผิวสีพักอาศัยอยู่ในหอพักดังกล่าวจริง แต่ไม่ทราบชื่อ จากการสืบสวนเฝ้าสังเกตการณ์ พบว่าชาวต่างชาติผิวสีดังกล่าวมีการเข้าออกหอพักเป็นเวลามักจะออกไปทำงานเป็นเวลาสายๆ ช่วงเวลาประมาณ 9 โมง – 10 โมง อาศัยช่วงเวลาที่คนพักภายในบริเวณนั้นออกไปทำงานหมดแล้วจึงค่อยออกไปทำงาน เวลากลับมาที่พักมักจะกลับมาช่วงกลางคืนตอนที่ประชาชนบริเวณนั้นเข้าพักอาศัยหมดแล้ว ชาวต่างชาติผิวสีมักจะเดินทางเข้ามาในซอย จะไม่นั่งวินมอเตอร์ไซด์เข้ามาเพื่อจะได้ไม่ให้เป็นที่สังเกตและจดจำของคนบริเวณแถวนั้นและจากการสืบสวนชาวต่างชาติผิวสีดังกล่าวจะไม่ลงมารับประทานอาหารแต่จะให้คนไทยเป็นคนสั่งอาหารผ่านทางแอพพลิเคชั่นโทรศัพท์มือถือมาส่งให้ตน

ชุดสืบสวนได้สอบถามกับผู้จัดการหอพักว่าใครเป็นผู้เช่าให้กับชาวต่างชาติผิวสี ทางหอพักทราบเพียงแต่เป็นผู้หญิงคนไทยเป็นคนเช่าให้ จึงได้ตรวจสอบจากใบเสร็จค่าเช่าปรากฏว่าผู้ชำระค่าเช่าเป็นชาวต่างชาติโดยการเงินโอนเงินผ่านตู้ ATM จากตึกจิวเวลรี่เทรดเซ็นเตอร์ ทุกเดือน ชุดสืบสวนจึงไปเฝ้าสังเกตการณ์และสืบสวนหาข่าวที่ตึกจิวเวลรี่เทรดเซ็นเตอร์ จนเป็นที่ทราบแน่ชัดแล้วว่าชาวต่างชาติรายนี้ทำงานอยู่ตึกดังกล่าวจริง จากนั้นชุดสืบสวนจึงได้กลับไปที่หอพักเพื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิด เพื่อดูพฤติกรรมการเข้าออกและลักษณะตำหนิรูปพรรณของชาวต่างชาติรายนี้ว่าสวมเสื้อผ้าอย่างไรจนได้ข้อมูลที่แน่ชัด ชุดสืบสวนก็เฝ้าสังเกตการณ์จนกระทั่งพบตัวคนต่างด้าว เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเพื่อขอตรวจสอบหนังสือเดินทาง จึงได้นำหนังสือเดินทางมาตรวจสอบกับรถสายตรวจอัจฉริยะ พบว่าคนต่างด้าวชื่อนายเบอร์ทาน (MR.BERTRAND) อายุ 60 ปี สัญชาติไนจีเรีย ได้เดินทางเข้ามาเมื่อวันที่ 27 ก.ค.62 และไม่ได้มีการขออยู่ต่อฯกับทางตรวจคนเข้าเมือง จึงเป็นเหตุให้การอนุญาตสิ้นสุด ทำให้ชาวต่างชาติรายนี้อยู่เกินที่กฎหมายกำหนด เป็นจำนวน 551 วัน ชุดสืบสวนจึงได้เชิญตัวมาที่กองกำกับการสืบสวนกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 เพื่อตรวจสอบในระบบ BIOMETRICS ผลปรากฏว่าตรวจพบหมายจับศาลอาญาของไทยในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น,ร่วมกันปลอม,ใช้เอกสารปลอม,ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอมหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือประชาชน” จากการตรวจสอบข้อมูลก็พบอีกว่าชาวต่างชาติรายนี้ เคยถูกจับในข้อหาเดียวกันนี้มาก่อนและมีความเกี่ยวข้องกับแก๊งโรแมนซ์สแกม โดยจะหลอกลวงหญิงชาวไทยให้หลงเชื่อและโอนเงินมาให้กับตนเอง โดยมีเหยื่อหลายรายตกเป็นผู้เสียหาย มีมูลค่าความเสียหายถึง 370 ล้านบาท ชุดสืบสวนจึงได้ประสานไปทางกองบังคับการปราบปรามกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เพื่อส่งตัวให้กับพนักงานสอบสวน ปอท. เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ อัน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ สายด่วน 1178 หรือที่ www.immigration.go.th

Related posts