“โควิด 19” ครั้งนี้ ทำให้เห็นชัดว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความจำเป็นที่จะต้องมีการลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพื่อ สร้างงาน สร้างเงิน ให้กับคนในพื้นที่

“โควิด 19” ครั้งนี้ ทำให้เห็นชัดว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความจำเป็นที่จะต้องมีการลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพื่อ สร้างงาน สร้างเงิน ให้กับคนในพื้นที่

 

โควิด 19 หรือ”สงครามเชื้อโรค” ที่ระบาดเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะที่ “สงขลา” หรือที่ “ปัตตานี” จนต้องมีการสั่งปิดโรงงาน เพื่อทำการ”คัดกรอง”ผู้ติดเชื้อ และ ฉีดพ่น สารเคมี ฆ่าเชื้อ ทำความสะอาดโรงงาน นอกจากจะสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ในสภาพของการ”ถดถอย” ทางด้านเศรษฐกิจแล้ว ยังสร้างความ ลำบากให้กับ พนักงาน ทุกระดับในโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านั้น ที่ต้อง”หยุดงาน” กักตัวอยู่บ้าน และประสพกับเรื่องของ”ปากท้อง” ใน ฐานะของ “แรงงาน” ผู้หาเช้ากินค่ำ เมื่อ ไม่ได้ทำงาน หมายถึงการ ไม่มีจะกิน


คนจำนวนมาก จึงยอมเสี่ยงกับ”โควิด 19” โดยต้องการทำงานต่อในโรงงาน เพื่อให้มีกินมีใช้ “เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง” เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของแต่ละ ครอบครัว เราจึงเห็นสภาพของ คนงานในโรงงานอุตสาหกรรม ในแพปลา ที่ จ.ปัตตานี ที่ถูก สั่งปิด ออกมา ร่ำร้อง ต่อสังคมว่า ได้รับความเดือดร้อน จากการ สั่งปิด โรงงาน และ ขอความช่วยเหลือในการ ดูแล”ปากท้อง” ที่ต้องกินต้องใช้
สงขลา และ ปัตตานี มีโรงงานเป็นจำนวนมาก และ คนจำนวนมากที่ทำงาน ด้วยการฝาก”หม้อข้าว” ของครอบครัว ฝาก”อนาคต” ของลูก ที่กำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่กับโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งการเกิดขึ้นของ”โควิด 19” ครั้งนี้ มองให้ชัดจะเห็นถึงคุณประโยชน์ของอุตสาหกรรม ในพื้นที่ เพราะคนส่วนหนึ่ง ฝากชีวิต ฝากความ อิ่ม ความ หิว ไว้กับ โรงงานอุตสาหกรรม ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่


ดังนั้น ใครก็ตามที่มองเห็นแต่โทษของโรงงานอุตสาหกรรม มองเห็นแต่เรื่องโรงงานอุตสาหกรรมเป็นตัวทำลายสิ่งแวดล้อม จึงเป็นการมองเพียงด้านเดียว ไม่ได้มองให้ครบทุก”มิติ” อย่างที่ควรจะเป็น
และไม่ได้คิดว่าเรื่องของ “สิ่งแวดล้อม” เป็นเรื่อง แก้ไขไม่ยาก เพราะสามารถใช้”กฎหมาย” ในการควบคุมให้โรงงานอุตสาหกรรมทุกโรง ที่ตั้งอยู่ในผืนแผ่นดินไทย ให้ทำตามกฎหมายได้
โดยเฉพาะภาคประชาสังคม ในพื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรม ทุกชนิด สามารถที่จะมีส่วนร่วม ในการจัดระเบียบให้โรงงานอุตสาหกรรม ต้องทำตาม กฎหมาย และ” สัญญาประชาคม” กับคนในท้องที่ ที่เห็นชัดคือพื้นที่ซึ่งไม่มีโรงงานอุตสาหกรรม อย่าง จ.นราธิวาส และ จ.ยะลา ที่ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( ศอ.บต.) ต้องเป็นฝ่ายติดต่อประสานงานกับโรงงานอุตสาหกรรมในต่างจังหวัด เช่น จ.เพชรบุรี จ.ระยอง จ. กาญจนบุรี และอื่นๆ เพื่อส่งคนตกงาน ในพื้นที่ไปทำงาน


ถ้ามีการส่งเสริมให้มีอุตสาหกรรมเกิดขึ้นในพื้นที่ มีกลุ่มทุนเข้ามาตั้งโรงงานในพื้นที่ คนในพื้นที่ จ.นราธิวาส จ.ยะลา ก็จะมีงานทำมีข้าวกิน มีเงิน ให้บุตร หลาน ไปรับการศึกษา และสังคมจะไม่ต้องเห็นภาพ คนเหล่านี้ต้องเดินทางไกลไปทำงานยัง”ต่างภูมิภาค” โดยมีญาติพี่น้องไป ยืนส่งขึ้นรถไฟด้วยความเป็นห่วง
ดังนั้นจึงน่าจะเห็นแล้วว่าถ้าต้องการให้คนในพื้นที่มีงานทำ มีความมั่นคงในครอบครัว ต้องส่งเสริมให้กลุ่มทุน เอกชนเข้ามา ลงทุนในพื้นที่ ให้มากกว่าที่มีอยู่
และโครงการหนึ่งที่สามารถช่วยเหลือ ประชาชนที่ว่างงาน และตกงาน ในพื้นที่ได้คือ “เมืองต้นแบบที่ 4” ที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งเป็นการลงทุนด้านอุตสาหกรรม ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แบบทันสมัย ที่ครบวงจร และ มติ ครม. คือ เป็นอุตสาหกรรม ที่ไม่มีเรื่องของ”ปิโตรเคมี” เข้ามาเกี่ยวข้อง

วันนี้เรื่องของการขุด”คลองไทย” ยังเป็นเรื่องที่ห่างไกลเพราะการขุดคลองไทยเส้นทาง 9 เอ ต้องใช้เงินมหาศาลในการลงทุน หากให้จีนลงทุนก็จะเป็นการ”ชักศึกเข้าบ้าน” เพราะมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกาต้องไม่ยินยอม ต้องมีการ”ขัดแย้ง” เกิดขึ้น “คลองไทย” จึงยังห่างไกลกับความจริง
เช่นเดียวกับระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ ที่ รมว.คมนาคม ศักดิสยาม ชิดชอบ ประกาศเป็นนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ ก็ยังห่างไกลจากข้อเท็จจริง เพราะถึงจะทำได้ แต่ต้องใช้”เม็ดเงิน” จำนวนมหาศาล และเป็นโครงการของรัฐ ซึ่งในวันที่ รัฐบาลอยู่ในภาวะของคน”ถังแตก” ต้อง กู้เงินมาพยุงฐานะอย่างทุกวันนี้ การลงทุนด้าน ระเบียงเศรษฐกิจของภาคใต้ตอนบนจึงเป็นเรื่อง”พูดได้” แต่ยังทำไม่ง่ายนัก

ที่มีความเป็นไปได้ที่สุดคือ “เมืองต้นแบบที่ 4” หรือ “เมืองอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” หรือ” นิคมอุตสาหกรรมจะนะ” จ.สงขลา นี่แหละ เพราะรัฐบาลรับผิดชอบโครงการนี้ในเรื่อง สาธารณูประโภคพื้นฐานเท่านั้น ส่วน”เม็ดเงิน” ในการลงทุนจำนวน 600,000 ล้าน ล้วนมาจากกระเป๋าของ เอกชน ที่เป็น ผู้ลงทุน
วันนี้จึงควรที่ นักการเมือง สส. สว. โดยเฉพาะกลุ่มการเมือง ที่หนุนการ”ขุดคลองไทย” ควรจะมาช่วยกัน “ผลักดัน” เมืองต้นแบบที่ 4 ที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ให้มีความสำเร็จโดยเร็ว เพราะเป็นประโยชน์กับคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เป็นกลุ่มของคน”ยากจน” ที่จะได้มีงานทำอย่างพอเพียง และจะเป็น ก้าวแรก ของการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในภาคใต้ ก่อนที่จะมาการเดินหน้าเรื่อง “ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้” และการขุด”คลองไทย”
เพราะหาก “เมืองต้นแบบที่ 4” ที่ อ.จะนะ เกิดไม่ได้เพราะถูก” ต่อต้าน” จาก “เอ็นจีโอ” แล้วจะเชื่ออย่างไรว่า” “ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้” และ”โปรเจก” การขุด”คลองไทย” จะไม่ถูกคัดค้าน
ส่วนใครที่เห็นเรื่องของ”อุตสาหกรรม”เป็น”ปีศาจ” ข้อเท็จจริงของวันนี้ วันที่ “โควิด 19” ลุกลามไปทั่ว จนต้องมีการสั่งปิดโรงงาน ก็คงเห็นแล้วเช่นกันว่า โรงงานอุตสาหกรรม มีความสำคัญอย่างไรกับ วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ สงขลา,ปัตตานี และคน ตกงาน ว่างงาน ที่ จ.ยะลา และ นราธิวาส

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

 

Related posts