สมุทรสงคราม- วิกฤตราคาน้ำมันโลกสะเทือนถึงไทย หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ภาคประมงหวั่นน้ำมันลดครึ่ง เรือเสี่ยงจอดนับพันลำ กระทบอาหารทะเลทั้งประเทศ

สมุทรสงคราม- วิกฤตราคาน้ำมันโลกสะเทือนถึงไทย หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ภาคประมงหวั่นน้ำมันลดครึ่ง เรือเสี่ยงจอดนับพันลำ กระทบอาหารทะเลทั้งประเทศ
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ระหว่างอิหร่านและอิสราเอล โดยมีสหรัฐอเมริกาสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารจากข้อพิพาทด้านโครงการนิวเคลียร์และการแข่งขันอิทธิพลทางการเมืองในภูมิภาค กำลังส่งแรงไปยังตลาดพลังงานโลก หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบที่สำคัญที่สุดของโลก ทำให้หลายประเทศเริ่มกังวลถึงความเสี่ยงของภาวะน้ำมันตึงตัวและราคาที่อาจพุ่งสูงขึ้นในระยะต่อไป
ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมายืนยันว่าประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอต่อการใช้งาน พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตือนผู้ประกอบการไม่ให้กักตุนสินค้า หรือฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา เนื่องจากอาจซ้ำเติมภาระค่าครองชีพของประชาชน
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะยืนยันถึงความมั่นคงด้านพลังงานในระยะสั้น แต่ภาคธุรกิจบางส่วนเริ่มสะท้อนความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะภาคประมงซึ่งเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่พึ่งพาการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหลักในการดำเนินกิจการ
นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมประมงสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคประมงมีการใช้น้ำมันผ่านระบบโควต้าที่จัดสรรผ่านบริษัทผู้จำหน่ายน้ำมัน โดยในอดีตภาคประมงได้รับน้ำมันประมาณ 40-50 ล้านลิตรต่อเดือน แต่ล่าสุดมีการแจ้งว่าจะลดปริมาณการส่งน้ำมันลงครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงประมาณ 20-25 ล้านลิตรต่อเดือน ซึ่งเป็นน้ำมันเขียวที่ขนส่งทางทะเล
หากมาตรการลดปริมาณน้ำมันเกิดขึ้นจริง จะส่งผลกระทบต่อเรือประมงพาณิชย์จำนวนมาก เนื่องจากประเทศไทยมีเรือประมงที่ได้รับอนุญาตทำการประมงประมาณ 9,000 ลำ การลดโควตาน้ำมันลงครึ่งหนึ่งอาจทำให้เรือประมงต้องจอดเรือถึงประมาณ 4,000-5,000 ลำ เพราะไม่สามารถออกทะเลได้ตามปกติ
ผลกระทบดังกล่าวจะทำให้ปริมาณสัตว์น้ำที่นำเข้าสู่ตลาดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และอาจนำไปสู่ภาวะอาหารทะเลขาดตลาดในบางช่วงเวลา ส่งผลให้ราคาสินค้าประมงปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดจะกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง และอาจลุกลามไปสู่ประเด็นความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
นอกจากปริมาณน้ำมันที่ลดลงแล้ว ภาคประมงยังต้องเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลสำหรับเรือประมงอยู่ที่ประมาณลิตรละ 25 บาท แต่หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก 5-10 บาทต่อลิตร ต้นทุนการออกเรือจะสูงขึ้นอย่างมาก จนอาจทำให้ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายได้ และจำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราว
นายมงคล ระบุเพิ่มเติมว่า ผลกระทบจากราคาน้ำมันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคประมงเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่เศรษฐกิจทั้งหมด เนื่องจากน้ำมันเป็นต้นทุนหลักของระบบขนส่งและโลจิสติกส์ หากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การขนส่งสินค้าทั้งทางบกและทางทะเลอาจเผชิญข้อจำกัดในการดำเนินงาน เรือขนส่งสินค้าอาจไม่สามารถเดินเรือได้ตามปกติ ส่งผลให้การผลิต การค้า และการส่งออกชะลอตัวลง
จากสถานการณ์ดังกล่าว ภาคประมงจึงเตรียมเข้าพบรองนายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นหนังสือขอให้รัฐบาลทบทวนแนวทางการลดปริมาณน้ำมันสำหรับเรือประมง พร้อมเสนอให้ภาครัฐจัดลำดับความสำคัญของการใช้น้ำมัน โดยให้ภาคการผลิตอาหารเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ควรได้รับการจัดสรรพลังงานอย่างเพียงพอในช่วงวิกฤต
ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ยังประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อเป็นระยะเวลา 3-6 เดือน หรือยาวนานกว่านั้น ผลกระทบด้านพลังงานอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น และอาจเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันในหลายประเทศทั่วโลก
จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเตรียมแผนรับมืออย่างรอบด้าน ทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหาร พร้อมขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ เนื่องจากเป็นปัญหาระดับโลกที่ไม่มีประเทศใดสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อให้ประเทศไทยสามารถผ่านพ้นสถานการณ์ที่ท้าทายนี้ไปได้

Related posts