ประจวบคีรีขันธ์-ทัพเมียนมาทุบหม้อข้าว “ทุนจีนเทา” ยึดบ้านมูด่อง ดับฝันฐานที่มั่นคอลเซ็นเตอร์ จ่อขยับลงใต้ซุกทับสะแก
วันที่31พ.ค.69 สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมากลับมาเดือดอีกครั้ง เมื่อกองทัพเมียนมาประสบความสำเร็จในการบุกยึดคืนพื้นที่ “บ้านมูด่อง” (ตรงข้ามด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์) ได้เป็นที่เรียบร้อย หลังจากปล่อยให้กลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์กะเหรี่ยงครอบครองพื้นที่ยุทธศาสตร์นี้มานานกว่า 7 เดือน ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการทลายแผนของกลุ่มทุนจีนสีเทาที่เตรียมใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็น “สวรรค์แห่งใหม่” ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังพากันอพยพหนีการกวาดล้างมาจากเมืองชเวโก๊กโกและเมียวดี
เปิดภาพหลักฐาน: ฐานปฏิบัติการสุดหรูในคราบหมู่บ้านชายแดน
จากการตรวจสอบพื้นที่หลังการบุกยึด พบหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าบ้านมูด่องกำลังถูกเปลี่ยนให้เป็นศูนย์กลางอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเป็นระบบ:
ออฟฟิศพร้อมใช้งาน: ภายในอาคารพบห้องโถงขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์และปูกระเบื้องอย่างดี
อุปกรณ์ครบครัน: มีการจัดวางโต๊ะทำงานและเก้าอี้สำนักงานจำนวนมากเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าปฏิบัติงานของคนกลุ่มใหญ่
ระบบบริการ: พบเคาน์เตอร์กระจกที่มีลักษณะคล้ายจุดบริการหรือจุดแลกเปลี่ยน
กำลังไฟฟ้าสำรอง: บริเวณภายนอกอาคารมีการติดตั้งเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ (สีชมพู) เพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าจำนวนมหาศาลสำหรับระบบคอมพิวเตอร์
แกะรอย “ท่อน้ำเลี้ยง” : พิรุธน้ำมัน 4 หมื่นลิตร
ก่อนการบุกยึดเพียงไม่นาน มีรายงานความผิดปกติในการขนส่งเชื้อเพลิงข้ามแดนโดยกลุ่มผู้อิทธิพลที่อ้างเหตุผลด้าน “มนุษยธรรม”:
มีการขอนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงสูงถึง 42,000 ลิตรต่อเดือน
ขณะที่ความต้องการใช้จริงของภาคครัวเรือนในพื้นที่มูด่องมีเพียง 4,000 ลิตรต่อเดือน เท่านั้น
คาดว่าน้ำมันส่วนเกินเกือบ 40,000 ลิตร ถูกนำไปใช้หล่อเลี้ยงเครื่องปั่นไฟ เพื่อสนับสนุนฐานปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์ให้ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ทุนเทาเปลี่ยนแผน: ปักหมุดใหม่ “ทับสะแก”
แม้ฐานที่บ้านมูด่องจะถูกทลายลง แต่เครือข่ายทุนจีนสีเทายังไม่ลดละความพยายาม โดยมีรายงานทางการข่าวระบุว่ากลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์เตรียมแผนสำรอง อพยพขยับลงใต้ไปตามแนวชายแดนเมียนมา ซึ่งมีพื้นที่ประชิดกับ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ แทน
มาตรการเฝ้าระวังสูงสุดจากฝั่งไทย:
สกัดกั้นการลักลอบข้ามแดน: เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบบุคคลแปลกหน้าตามช่องทางธรรมชาติ
ตัดวงจรไซเบอร์: เฝ้าระวังการลักลอบขยายสายสัญญาณอินเทอร์เน็ตและการปล่อยสัญญาณจากซิมการ์ดไทยข้ามไปฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน
ตรวจสอบโลจิสติกส์: คุมเข้มการขนส่งสินค้าผิดปกติ โดยเฉพาะอุปกรณ์ไอทีและพลังงานเชื้อเพลิงที่เกินความจำเป็นในพื้นที่
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า “ธุรกิจสีเทา” เหล่านี้เปรียบเสมือนน้ำที่ไหลไปหาที่ต่ำ หากทางการไทยและเมียนมาไม่ร่วมมือกันปิดช่องว่างตามแนวชายแดนอย่างยั่งยืน ฐานปฏิบัติการแห่งใหม่ก็อาจจะผุดขึ้นมาได้อีกในเวลาอันสั้น
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781




Users Today : 616
Users Yesterday : 707
Total Users : 9080488
Total views : 41450043
Who's Online : 3