ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันวิกฤต ส่งผลกระทบถึงราคาจำหน่ายปุ๋ยเคมีตามท้องตลาด ที่ราคาพุ่งขึ้นอีกว่า 200 บาท จากเดิม 800 บาท เป็นถุงละเกือบ 1,200 บาท ด้านชาวนาในเขตอำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ระบุต้องปรับตัวลดทุน ทำนา ด้วยการลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี ทดแทนด้วยการฉีดฮอร์โมนหรือปุ๋ยน้ำทางใบ ขณะที่บางแปลงปุ๋ยไม่เพียงพอ ทำให้ต้นข้าวชะงักการเจริญเติบโต ที่จะส่งผลกระทบให้ผลผลิตตกต่ำ

วันที่ 20 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามผลกระทบจากภาวะน้ำมันขาดแคลนในช่วงนี้ พบว่าได้ขยายผลกระทบไปในวงกว้าง ส่งต่อความเดือดร้อนไปถึงเกษตรกร ชาวนาผู้ปลูกข้าวนาปรัง ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ โดยเฉพาะเขต ต.ยางตลาด ต.บัวบาน ต.ดอนสมบูรณ์ อ.ยางตลาด และ ต.ลำพาน อ.เมืองกาฬสินธุ์ เนื่องจากปุ๋ยเคมีตามท้องตลาด มีการปรับราคาสูงขึ้น ทำให้ต้องเพิ่มต้นทุนในการทำนามากขึ้น

ขณะที่ชาวนาหลายราย ได้ปรับลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงอีกหลายเท่าตัว โดยการใช้ปุ๋ยน้ำหรือฮอร์โมนหรือให้อาหารทางใบ ทั้งนี้ เพื่อลดทุนการทำนา แต่กลับพบว่าต้นข้าวไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร และหวั่นผลผลิตลดลง เนื่องจากได้รับปุ๋ยเคมีหรือสารอาหารไม่เพียงพอ

นายประทวน ภูนาพัน อายุ 68 ปี ชาวนาบ้านดงบ่อ หมู่ 10 ต.ยางตลาด อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ช่วงฤดูแล้งนี้ตนและญาติช่วยกันทำนาปรังจำนวน 40 ไร่ ทุกฤดูกาลปลูกข้าวนาปรังที่ผ่านมา ใช้ปุ๋ยเคมีบำรุงต้นข้าวเฉลี่ยไร่ละ 1 ถุงหรือไร่ละ 50 กก. รวมลงทุนทั้งค่ารถไถนา ค่าพันธุ์ข้าว ค่าแรงงาน ค่าปุ๋ยเคมี ค่ารถเกี่ยวข้าว ค่าขนส่ง ประมาณ 70,000 บาท ปีใดได้ผลผลิตสูง และขายขายข้าวเปลือกได้ราคาสูง ก็จะได้กำไรประมาณ 5 หมื่นบาท แต่สำหรับข้าวนาปรังปีนี้ไม่ค่อยจะมั่นใจว่าจะได้ผลผลิตสูง เนื่องจากต้องลดปริมาณการให้ปุ๋ยเคมีลง เพราะปรับราคาสูงขึ้น โดยเพิ่มจากช่วงปกติกระสอบละ 200 บาททีเดียว

นายประทวนกล่าวอีกว่า เดิมปุ๋ยเคมีเฉลี่ยกระสอบละ 50 กก.ราคา 800 บาท แต่หลังจากมีเหตุการณ์สู้รบที่ตะวันออกกลาง กลับพบว่าปุ๋ยเคมีตามท้องตลาดปรับราคาสูงขึ้นจากเดิม เป็นราคาเกือบ 1,200 บาท ขณะเดียวกันน้ำมันเชื้อเพลิง ที่จะไปซื้อมาใส่เครื่องสูบน้ำ เพื่อทำการสูบน้ำและเติมน้ำหล่อเลี้ยงต้นข้าว ปั๊มน้ำมันที่เคยไปซื้อกลับไม่มีน้ำมันขายให้ จึงไม่มีน้ำมันเติมเครื่องสูบน้ำ เพื่อนำน้ำหล่อเลี้ยงต้นข้าว ต้นข้าวจึงได้รับปุ๋ยไม่เต็มที่ และรับน้ำไม่ต่อเนื่อง มีผลต่อการเจริญเติบโต ที่อาจจะเป็นเหตุให้ผลผลิตลดลงอีกด้วย

“เมื่อราคาปุ๋ยเคมีสูงขึ้น และไม่มั่นใจว่าจะได้ผลผลิตสูงดังกล่าว ตนและเพื่อนชาวนาหลายราย จึงได้ปรับลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลง เพื่อประหยัดทุนทำนา จากที่เคยใช้ไร่ละ 1 ถุงหรือทั้งหมด 40 ถุง เหลือเพียง 17 ถุงเท่านั้น โดยใช้ปุ๋ยน้ำทางใบหรือฉีดพ่นฮอร์โมนทดแทน และจะหมั่นสำรวจว่าบริเวณใดที่ต้นข้าวเติบโตช้า หรือใบข้าวมีสีเหลือง เพราะรับสารอาหารไม่เพียงพอ จึงจะหว่านเม็ดปุ๋ยเคมีซ้ำ เพื่อให้ต้นข้าวได้แตกกอและออกรวงอย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม ตามที่ราคาปุ๋ยเคมีราคาสูงขึ้น และเกิดวิกฤตน้ำมันขาดแคลน ตนขอส่งเสียงสะท้อนจากชาวนาและพี่น้องประชาชน ไปถึงภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งแก้ไขปัญหาให้พ้นผ่านไปโดยเร็ว รวมทั้งขอให้มีการปรับราคารับซื้อข้าวเปลือกนาปรังสูงขึ้น อย่างน้อยตันละ 8,000 บาท หรือ กก.ละ 8 บาท ชาวนาก็พอลืมตาอ้าปากได้” นายประทวนกล่าวในที่สุด





Users Today : 498
Users Yesterday : 559
Total Users : 9034489
Total views : 41348465
Who's Online : 4