เปิดองค์ 4 จุดเด่นของวัฒนธรรมการสร้างเมือง-ย้ายเมือง ครบคุณค่าแห่งการอนุรักษ์เป็นมรดกโลก
…….
หลังจาก #นายหัวไทรนำเสนอไปว่า สงขลาได้ผ่านเข้ารอบตรวจสอบเอกสารขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว รอผู้เชี่ยวชาญจากยูเนสตรวจสอบรายละเอียดเอกสารฉบับสมบูรณ์และลงตรวจสอบพื้นที่จริง มีคนถามตามมาว่า สิ่งที่ซ่อนอยู่ใน 4 พื้นที่ที่สงขลาเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกอันองค์ประกอบด้วยองค์ มี
-เมืองโบราณพังยาง สีหยัง และพะโคะ
-เมืองโบราณสทิงพระ
-เมืองป้อมค่ายซิงกอร่า หัวเขาแดง และแหลมสน
-เมืองเก่าสงขลา (บ่อยาง)
แต่ละจุดมีความอย่างไร สำคัญอย่างไรต่อความเป็นเมืองเก่าสงขลา
จากการสืบค้นจากเอกสาร และสอบถามผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญพบว่า 4 องค์ประกอบที่สงขลาเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลก ไม่ใช่ 4 เมืองที่แยกจากกัน แต่เป็นวิวัฒนาการของอารยธรรมเดียวกัน ที่ย้ายศูนย์กลางไปตามสภาพภูมิศาสตร์ ชุมชนเศรษฐกิจ และการค้าทางทะเลตลอดกว่า 1,300 ปี นี่คือเหตุผลสำคัญที่ UNESCO ให้ความสนใจ เพราะเป็น “ภูมิทัศน์วัฒนธรรมของชุมชนรอบทะเลสาบ” (Lagoon Settlements) มากกว่าเป็นเมืองเดี่ยว
1. เมืองโบราณพังยาง สีหยัง และพะโคะ เปรียบเหมือน “จุดกำเนิด” ของอารยธรรมลุ่มทะเลสาบสงขลา สิ่งที่ซ่อนอยู่
-เป็นเมืองยุคแรก ราวพุทธศตวรรษที่ 12-15 (ประมาณ ค.ศ. 600-900)
-พบคูเมือง คันดิน ระบบคลอง และอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่
-พบโบราณวัตถุจากอินเดีย จีน และศรีวิชัย
-บริเวณเขาคูหาเป็นศูนย์กลางศาสนาฮินดูและพุทธมหายาน
อันเป็นหลักฐานว่า
-ทะเลสาบสงขลาเคยเป็น “ศูนย์กลางการค้า” มาก่อนอยุธยาหลายร้อยปี
-เป็นจุดเริ่มต้นของระบบบริหารจัดการน้ำแบบ “ราวา” และ “พัง” ที่ใช้ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มเพื่อการเกษตรและคมนาคม
-แสดงให้เห็นว่าชุมชนโบราณสามารถอยู่ร่วมกับทะเลสาบน้ำกร่อยได้อย่างชาญฉลาด
2. เมืองโบราณสทิงพระ
อันถือว่าเป็นเมืองหลวงของคาบสมุทรสทิงพระ
นี่คือช่วงที่อารยธรรมเติบโตเต็มที่ สิ่งที่โดดเด่นคือ
-ผังเมืองเป็นระบบ
-มีคูเมืองหลายชั้น
-มีคลองเชื่อมทะเลสาบกับทะเล
-เป็นศูนย์กลางศาสนา การค้า และการปกครอง
นักโบราณคดีมองว่าสทิงพระเป็น “มหานคร” ของลุ่มทะเลสาบในยุคนั้น เมืองแห่งนี้เชื่อมหลายประเทศ ผ่านเส้นทางการค้าทางทะเล สงขลาจึงเป็นเมืองท่าสำคัญทางใต้
-อินเดีย
-ศรีลังกา
-ชวา
-เขมร
-จีน
จึงพบศิลปกรรมหลากหลายวัฒนธรรมอยู่ร่วมกัน
3. เมืองป้อมค่ายซิงกอร่า เขาแดง และแหลมสน
จุดเปลี่ยนจาก “เมืองโบราณ” สู่ “เมืองการค้าระดับโลก”ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17เมื่อสุลต่านสุไลมานสร้างเมืองซิงกอร่า มีสิ่งที่ซ่อนอยู่คือ
-ป้อมปราการแบบผสมยุโรป
-เมืองท่ามุสลิมที่ค้าขายกับ
-ดัตช์
-โปรตุเกส
-อังกฤษ
-จีน
ความเป็นสงขลา ยังมีการค้นพบระบบป้องกันเมืองทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค อันแสดงให้เห็นว่า สงขลาไม่ได้เป็นเพียงเมืองไทย
แต่เคยเป็น “เมืองท่านานาชาติ” ที่เชื่อมโลกตะวันตกกับเอเชียตะวันออก
4. เมืองเก่าสงขลา (บ่อยาง)
ผลลัพธ์สุดท้ายของวิวัฒนาการกว่า 1,300 ปี
เมืองสงขลาย้ายจากหัวเขาแดง มาตั้งหลักที่แหลมสนอ่อน เรียกว่า เมืองซิงกอร่า แต่ไม่นานก็ถูกทำลายศูนย์กลางเมืองย้ายมายังฝั่งบ่อยาง
สิ่งที่โดดเด่น คือ
-ผังเมืองยังใช้ต่อเนื่องจนปัจจุบัน
-อาคารจีน โปรตุเกส มลายู และไทย อยู่ร่วมกัน
-ถนนนครนอก นครใน และนางงาม เป็นแกนหลักของเมือง ต่อมาเรียกกันว่า เมืองเก่าสงขลา
-มีศาลเจ้า มัสยิด วัด และชุมชนหลายเชื้อชาติอยู่ร่วมกัน
เมืองนี้สะท้อน“การอยู่ร่วมกันของหลายวัฒนธรรม” พหุวัฒนธรรม ซึ่งยังมีชีวิต ไม่ใช่เมืองร้างเหมือนแหล่งโบราณคดีทั่วไป

จุดแข็งที่สุดของการเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลก คือ ทั้งสี่พื้นที่ไม่ใช่โบราณสถานที่โดดเดี่ยว แต่เป็นเรื่องราวเดียวกันของ “การย้ายศูนย์กลางเมือง” ตามการเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศ เศรษฐกิจ วิถีชุมชน และเส้นทางการค้า โดยมีทะเลสาบสงขลาเป็นแกนกลางของการดำรงชีวิตมาตลอดกว่า 1,300 ปี นี่คือคุณค่าที่ใช้สนับสนุนเกณฑ์มรดกโลกด้านการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การพัฒนาเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม
นิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตนายกอบจ.สงขลา เปิดเผยว่าปี 2559 สมัยตนเป็นนายกอบจ.สงขลา ได้จัดสรรงบประมาณ 5 ล้านบาท เป็นเงินทุนเบื้องต้นให้ศึกษาความเป็นไปได้และทำแผนแม่บท ตอนนี้สงขลาก็ได้ขึ้นบัญชีเบื้องต้นของมรดกโลกแล้วเมื่อ กค.2567 ล่าสุดจังหวัดมีหนังสือถึงอธิบดีกรมศิลปกร พร้อมให้มาประเมินแล้ว
#นายหัวไทร
#สงขลาสู่มรดกโลก
#เมืองเก่าสงขลา





Users Today : 1138
Users Yesterday : 1898
Total Users : 9142551
Total views : 41592646
Who's Online : 11