ถอดรหัส Employee Wellbeing เมื่อสุขภาวะพนักงานไม่ใช่แค่สวัสดิการ แต่คือตัวชี้วัดความอยู่รอดธุรกิจยุคใหม่

ถอดรหัส Employee Wellbeing เมื่อสุขภาวะพนักงานไม่ใช่แค่สวัสดิการ แต่คือตัวชี้วัดความอยู่รอดธุรกิจยุคใหม่

กรุงเทพฯ 10 กันยายน 2569 — สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเวทีสัมมนาใหญ่ “Employee Wellbeing for Sustainable Competitiveness” ระดมกูรูชั้นนำผ่าวิกฤตแรงงาน ชี้ชัดการดูแลสุขภาวะพนักงานไม่ใช่แค่ “สวัสดิการ” หรือภาระหน้าที่ของ HR อีกต่อไป แต่คือ “ยุทธศาสตร์ธุรกิจ (Business Strategy)” ตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างมูลค่าระยะยาว

เวทีดังกล่าวสะท้อนเสียงตรงกันว่า ภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพ พนักงานจำนวนมากเผชิญปัญหาความเครียดและหนี้สินเรื้อรัง ซึ่งถือเป็น “ต้นทุนแฝง” ที่บั่นทอนสมาธิและประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) โดยตรงวิกฤตหนี้ครัวเรือน จากข้อมูลจากเครดิตบูโรชี้ หนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงถึง 16 ล้านล้านบาท กลุ่มรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท มีภาระหนี้สูงถึง 138% ของรายได้ และเริ่มลามสู่กลุ่มเงินเดือน 50,000–100,000 บาท องค์กรจึงต้องช่วยตรวจสุขภาพหนี้และสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินอย่างเป็นระบบ

วิกฤตสุขภาพจิต (Presenteeism) ผลสำรวจระบุพนักงานไทยเครียดจากงานถึง 43% และมีภาวะ Presenteeism (ฝืนมาทำงานทั้งที่ป่วยใจ) สูงถึง 27% สะท้อนความจำเป็นในการสร้างความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) ในที่ทำงาน

ดังนั้นการลงทุนด้าน Employee Wellbeing ต้องก้าวข้ามการวัดผลแบบเดิม (เช่น จำนวนผู้ร่วมงาน) สู่การเชื่อมโยงกับตัวชี้วัดทางธุรกิจ เช่น อัตราการลาออก, การขาดงาน และ Performance ภาพรวม เมื่อผู้บริหารเปลี่ยนมุมมองจากการมองเป็น “งบประมาณที่ต้องจ่าย” เป็น “ต้นทุนความเสียหายหากไม่ลงทุน” องค์กรจึงจะสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในโลกยุคใหม่
//

Related posts