สมุทรสงคราม- จาก เมืองสามน้ำ สู่บทเรียนแก้ปัญหาระดับประเทศ ป.ย.ป.ลงพื้นที่แม่กลอง เรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ต่อยอดสู่นโยบาย
สมุทรสงคราม –สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ สำนักงาน ป.ย.ป. นำคณะผู้บริหารระดับสูงในหลักสูตรพัฒนานักบริหารระดับสูง “ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง” ประจำปีงบประมาณ 2569 ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อศึกษาการจัดการปัญหาจากสถานการณ์จริงของ “เมืองสามน้ำ” ซึ่งมีทั้ง น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม เชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียว
พื้นที่สมุทรสงครามมีความซับซ้อนทั้งด้านระบบนิเวศ การเกษตร การประมง อาชีพ และความต้องการใช้น้ำของประชาชน การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถพึ่งพาคำสั่งหรือแนวทางจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจ ภูมิสังคม รับฟังคนในพื้นที่ และผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับความรู้ทางวิชาการและระบบราชการ เพื่อให้เกิดแนวทางที่เหมาะสมและนำไปใช้ได้จริง

หนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญคือ “ประตูระบายน้ำบานหับเผย” ตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของชุมชน ภาครัฐ และนักวิชาการ โดยนำงานวิจัยมาช่วยออกแบบเครื่องมือจัดการน้ำให้สอดคล้องกับธรรมชาติของน้ำขึ้น–น้ำลง ช่วยลดความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้น้ำต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาที่มีความซับซ้อนต้องอาศัยความเข้าใจพื้นที่และการมีส่วนร่วมของประชาชน
ขณะเดียวกัน คณะยังให้ความสนใจ “เรือดูดเลน” นวัตกรรมภูมิปัญญาชาวบ้านที่ใช้งานมานานกว่า 40 ปี จุดเด่นคือเรียบง่าย ต้นทุนไม่สูง ใช้งานได้จริง และเหมาะกับสภาพลำคลองของประเทศไทย โดยชาวบ้านมองว่า หากต้องการขุดดินสามารถใช้รถขุดหรือแบ็กโฮ แต่หากต้องการนำเลนออกจากคลอง เครื่องมือที่เหมาะสมควรเป็นเรือดูดเลนโดยเฉพาะ
นายปัญญา โตกทอง เกษตรกรตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา กล่าวว่า ตนผลักดันเรื่องเรือดูดเลนมานานถึง 19 ปี แต่ยังติดข้อจำกัดด้านระบบราชการ เนื่องจากภาครัฐยังไม่มีราคากลางและระเบียบจัดซื้อจัดจ้างที่รองรับ ทำให้เครื่องมือที่ชุมชนพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลจริง ยังไม่สามารถขยายเข้าสู่ระบบราชการได้อย่างเต็มที่ พร้อมย้ำว่า ภูมิปัญญาของคนไทยไม่ได้ล้าสมัย หากภาครัฐเปิดใจศึกษา สนับสนุนด้วยวิชาการ และปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อการนำไปใช้ ก็สามารถพัฒนาเป็นนวัตกรรมแก้ปัญหาระดับประเทศได้

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร ป.ย.ป. ซึ่งมุ่งพัฒนาผู้บริหารให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายที่ต้องอาศัยการบูรณาการหลายหน่วยงาน ผ่านกระบวนการ Policy Innovation Lab โดยผู้เข้าร่วมจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ รับผิดชอบโจทย์ “การฟื้นฟูทุนธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพเพื่ออนาคตของประเทศ (Nature Positive Thailand)” ครอบคลุมทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม เกษตรกรรม พื้นที่ชุ่มน้ำ ระบบนิเวศชายฝั่ง วิถีชุมชน และการใช้ทรัพยากรอย่างสมดุลและยั่งยืน
ดังนั้น การเลือกสมุทรสงครามเป็นพื้นที่ศึกษาจึงไม่ใช่เพียงการมาดูงาน แต่เป็นการ เก็บข้อมูล รับฟังข้อเท็จจริงจากพื้นที่ และทดสอบแนวคิดต้นแบบ เพื่อค้นหาวิธีนำบทเรียนจากชุมชนไปพัฒนาเป็นนโยบาย
บทเรียนจาก “เมืองสามน้ำ” ชี้ให้เห็นว่า คำตอบของการแก้ปัญหาอาจอยู่ในพื้นที่และอยู่กับคนที่เผชิญปัญหามานาน หากภาครัฐสามารถเชื่อมโยงภูมิปัญญาชาวบ้าน งานวิชาการ นวัตกรรม และระบบราชการเข้าด้วยกัน พร้อมปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อการนำไปใช้ สิ่งที่เริ่มต้นจากชุมชนเล็ก ๆ ในจังหวัดสมุทรสงคราม ก็สามารถต่อยอดเป็นแนวทางแก้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติในระดับประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
000000000000000000000000000






Users Today : 1483
Users Yesterday : 2096
Total Users : 9217857
Total views : 41733615
Who's Online : 3