ชลบุรี-สภ.พัทยา จัดอบรมยกระดับสถานีตำรวจ เน้นบริการประชาชน-ความโปร่งใสภาครัฐ

วันที่ 5 พ.ค.69 ที่ ห้อง ศปก. ชั้น 3 สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผู้กำกับการ สภ.เมืองพัทยา นำบุคลากรในสังกัด ทั้งงานธุรการ งานอำนวยการ งานป้องกันปราบปราม และงานสืบสวน พร้อมด้วยคณะ กต.ตร. สภ.เมืองพัทยา เข้าร่วมอบรมและรับฟังการบรรยายให้ความรู้หัวข้อ “ต้นแบบการพัฒนาหน่วยสถานีตำรวจ เพื่อรองรับการบริการประชาชน และการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐ”

สำหรับการอบรมดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างมาตรฐานการให้บริการประชาชน ควบคู่กับการยกระดับความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแนวทางภาครัฐยุคใหม่
โดยได้รับเกียรติจาก พ.ต.ท.สำรวย สมาน รองผกก. ฝอ.ฯช่วยราชการ กก.1 บก.สส.สตม. เป็นวิทยากรบรรยายถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาหน่วยสถานีตำรวจ ให้สอดคล้องกับการให้บริการประชาชนในยุคปัจจุบัน รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านคุณธรรมและความโปร่งใส เพื่อรองรับการประเมินหน่วยงานภาครัฐ

นอกจากนี้ ภายในกิจกรรมยังมีการนำเสนอกรณีศึกษา แนวทางการนำไปปรับใช้ในหน่วยงานจริง เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ซักถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ พ.ต.ท.สำรวย สมาน ซึ่งมาเป็นวิทยากรในครั้งนี้ เป็นผู้ได้รับรางวัล ITA Awards 2024 อันดับ 1 ของประเทศ มีความเชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐ

สำหรับโครงการ ITA Awards (Integrity and Transparency Assessment Awards) เป็นรางวัลเชิดชูเกียรติที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อยกย่องหน่วยงานภาครัฐที่มีผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ในระดับสูง โดยมีการประเมินจาก 3 ด้านหลัก ได้แก่ บุคลากรภายใน (IIT) ผู้รับบริการหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก (EIT) และการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (OIT)
ซึ้งโครงการดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อสร้างต้นแบบการบริหารงานที่สุจริต โปร่งใส และมีคุณภาพ พร้อมกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ พัฒนาการให้บริการประชาชนและป้องกันการทุจริตอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังได้สะท้อนปัญหาการแข่งขันในภูมิภาค โดยเฉพาะเวียดนามที่มีค่าครองชีพต่ำกว่าและโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินที่สะดวกกว่า ขณะที่สนามบินอู่ตะเภายังไม่สามารถรองรับเที่ยวบินได้เต็มศักยภาพ ทำให้ต้องพึ่งพาสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองเป็นหลัก สำหรับข้อเสนอเพิ่มเติม ภาคเอกชนยังเสนอให้กำหนดวัน Work from Home ให้ชัดเจนตรงกันทั้งระบบราชการ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน และอาจใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว
ทั้งนี้ ประเมินว่าในช่วง 6 เดือนข้างหน้า (พฤษภาคม-ตุลาคม) จะเป็นช่วงเฝ้าระวังสถานการณ์ ก่อนเข้าสู่ High Season โดยแม้สถานการณ์สงครามจะคลี่คลาย แต่ผลกระทบด้านราคาพลังงานและสินค้าอาจยืดเยื้ออีก 3-4 เดือน

สำหรับแนวคิดการจัดเก็บภาษีคนไทยเดินทางออกนอกประเทศคนละ 1,000 บาท คาดว่ายังไม่ถูกนำมาใช้ในเร็วนี้ เนื่องจากกระแสคัดค้านในสังคมยังมีอยู่สูง ขณะที่ค่าธรรมเนียม “เหยียบแผ่นดิน” 300 บาท มีแนวโน้มเดินหน้าตามแผน ทั้งนี้ รัฐมนตรีฯ ระบุว่า จะนำข้อเสนอจากภาคเอกชนไปพิจารณาและผลักดันอย่างเต็มที่ เพื่อประคับประคองอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ให้ผ่านช่วงเวลาท้าทาย และกลับมาฟื้นตัวอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อไป
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645





Users Today : 187
Users Yesterday : 620
Total Users : 9062642
Total views : 41404218
Who's Online : 2