กสทช.เดินเข้าสู่ภาวะ “สูญญากาศ” กระทบผู้ประกอบการ “เผือกร้อนในมืออนุทิน”

กสทช.เดินเข้าสู่ภาวะ “สูญญากาศ” กระทบผู้ประกอบการ “เผือกร้อนในมืออนุทิน”
……
จากปัญหาที่เกิดขึ้นในสำนักงานคณะกรรมการกิจการวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.)มีการร้อนเรียนว่า ศ.คลีนิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.ขาดคุณสมบัติในการเป็นบอร์ด กสทช. คณะกรรมการสรรหา กสทช.มีมติว่า หมอสรณ สละสิทธิ์ตั้งแต่ต้น ขาดคุณสมบัติ ไม่แก้ไขคุณสมบัติตามช่วงเวลาที่กำหนด ในขณะที่หมอสรณแก้ต่างว่า เป็นการทำหน้าที่ดูแลคนป่วยตามจรรยาบรรณแพทย์
วุฒิสภา ในฐานะฝ่ายเลขาฯกรรมการสรรหา ต้องส่งมติให้นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล นำขึ้นทูลเกล้า เพื่อโปรดเกล้าให้หมอสรณพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช.
เวลานี้รอนายกฯนำขึ้นทูลเกล้า แต่ฝ่ายหมอสรณยังดื้อนั่งหัวโต๊ะประชุมอ้างยังไม่โปรดเกล้า ยังอยู่ในตำแหน่ง ทำให้กรรมการ กสทช.คนอื่น 4 คน วอล์คเอ้าท์ ไม่ประชุมร่วมด้วยมาสองครั้งแล้ว วาระการประชุมจะตกค้างเยอะ มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการ เผือกร้อนอยู่ในมืออนุทินจะโยนลูกอย่างไร

ภาพรวมสถานการณ์ของ กสทช. กำลังเข้าสู่ภาวะที่เรียกได้ว่า “สุญญากาศเชิงปฏิบัติ” คือยังมีผู้ดำรงตำแหน่งโดยพฤตินัย แต่การใช้อำนาจถูกตั้งคำถามอย่างหนัก

สามารถวิเคราะห์ได้เป็น 5 ฉากทัศน์ ดังนี้

1. ฉากทัศน์ที่มีโอกาสมากที่สุด คือ “รอโปรดเกล้า แล้วจบ”

หากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการสรรหา ส่งมติให้นายกรัฐมนตรีครบถ้วนแล้ว นายกรัฐมนตรีก็มีหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป คือเสนอเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ

เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง เรื่องก็จะสิ้นสุดในทางปกครองทันที

ระหว่างนี้ หมอสรณอาจยังยืนยันว่าตนยังเป็นประธาน กสทช. เพราะยังไม่มีพระบรมราชโองการ แต่ปัญหาคือ “ความชอบธรรม” ในการใช้อำนาจถูกตั้งคำถามไปแล้ว

2. ปัญหาใหญ่คือ “องค์ประชุม”หากกรรมการ กสทช. คนอื่นเลือกวอล์กเอาต์ ไม่เข้าประชุม ผลที่ตามมาคือ
-วาระสำคัญอนุมัติไม่ได้
-แผนแม่บทการประมูลคลื่นโทรทัศน์ชะงักกระทบผู้ประกอบการ
-การอนุมัติใบอนุญาต
-กองทุน USO
-การกำกับผู้ประกอบการโทรคมนาคมและทีวีดิจิทัล

หลายเรื่องอาจต้องเลื่อนออกไป ผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ
-ผู้ประกอบการมือถือ
-ผู้ประกอบการทีวี
-ผู้ประกอบการดาวเทียม
-นักลงทุน

เพราะหลายเรื่องต้องใช้มติบอร์ด กสทช.

3. หมอสรณมีทางสู้อีกหรือไม่ ยังพอมีทางในทางกฎหมาย เช่น
-โต้แย้งว่ามติกรรมการสรรหาไม่ชอบ
-ฟ้องศาลปกครอง
-ขอคุ้มครองชั่วคราว

แต่การฟ้องศาล ไม่ได้หยุดขั้นตอนของฝ่ายบริหารโดยอัตโนมัติ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ดังนั้น แม้จะเข้าสู่กระบวนการศาล ก็อาจไม่เปลี่ยนสถานการณ์ในระยะสั้น

4. เผือกร้อนอยู่ที่นายกรัฐมนตรี /รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล

ในทางการเมือง ประเด็นนี้กลายเป็นโจทย์ของ อนุทิน ชาญวีรกูล เพราะต้องชั่งน้ำหนัก 2 ด้าน
ด้านหนึ่ง หากเร่งดำเนินการ ก็อาจถูกวิจารณ์ว่าเร่งรัด

อีกด้านหนึ่ง หากปล่อยให้ยืดเยื้อ ก็จะถูกตั้งคำถามว่า ยื้อเวลาปล่อยให้ กสทช. เป็นอัมพาต ส่งผลกระทบต่อระบบกำกับดูแลและภาคธุรกิจ

ด้วยเหตุนี้ หากเอกสารครบถ้วนแล้ว การปล่อยเรื่องค้างไว้นาน ย่อมเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองมากกว่าลดแรงกดดัน

5. ตอนจบที่เป็นไปได้
หากไม่มีเหตุแทรกสำคัญ ผมมองว่ามี 3 ทาง
1. โอกาสสูงสุด คือ นายกรัฐมนตรีดำเนินการตามขั้นตอน เสนอขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วมีพระบรมราชโองการให้พ้นตำแหน่ง จากนั้นเข้าสู่กระบวนการสรรหาประธาน กสทช. คนใหม่
2. หมอสรณฟ้องศาลปกครอง พร้อมขอคุ้มครองชั่วคราว ทำให้เกิดข้อพิพาททางกฎหมายควบคู่กับกระบวนการทางปกครอง หากศาลไม่ให้คุ้มครอง ขั้นตอนของฝ่ายบริหารก็ยังเดินหน้าต่อได้
3. หากการดำเนินการล่าช้า ขณะที่กรรมการส่วนใหญ่ยังไม่ร่วมประชุม ภาวะชะงักงันของ กสทช. จะยืดเยื้อ กระทบการตัดสินใจด้านนโยบายและผู้ประกอบการมากขึ้น

ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดในสัปดาห์นี้ จึงไม่ใช่ท่าทีของหมอสรณ แต่คือ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้ส่งมติถึงนายกรัฐมนตรีแล้วหรือยัง และนายกรัฐมนตรีจะใช้เวลาเท่าใดในการเสนอเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เพราะจุดนั้นจะเป็นตัวกำหนดว่าภาวะชะงักงันของ กสทช. จะจบลงเร็ว หรือยืดเยื้อออกไป

เผือกร้อนจะถูกส่งถึงมือนายกฯอนุทิน ไม่ช้าก็เร็ว อยู่ที่อนุทินจะตัดสินใจอย่างไร
#นายหัวไทร
#ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน
#กสทชสูญญากาศ
#หมอสรณ

 

Related posts