นายกรัฐมนตรีสั่งลุยกวาดล้างต่างด้าวผิดกฎหมาย เดินหน้าปราบนอมินีอย่างต่อเนื่อง ผบ.ตร. เปิดปฏิบัติการ เฟสที่ 8 “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว 4 โครงการบ้านหรู”

นายกรัฐมนตรีสั่งลุยกวาดล้างต่างด้าวผิดกฎหมาย เดินหน้าปราบนอมินีอย่างต่อเนื่อง
ผบ.ตร. เปิดปฏิบัติการ เฟสที่ 8 “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว 4 โครงการบ้านหรู” ในพื้นที่ บก.น.4

ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายและเน้นย้ำถึงกรอบแนวคิดหลักในการดำเนินงาน คือ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” เพื่อกวาดล้างขบวนการ “นอมินี” (Nominee) หรือการใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ตลอดจนแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) ได้กำหนดมาตรการปราบปรามกลุ่มคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรและกระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย การใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดิน เพื่อเร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน

โดยในห้วงที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการปราบปรามและดำเนินคดีกับคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยมีการดำเนินงานแบ่งเป็น 7 เฟส ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ จำนวน 7 จังหวัด ได้แก่ จ.สุราษฎร์ธานี, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ชลบุรี, เชียงใหม่ และล่าสุดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ได้ปฏิบัติการในพื้นที่สำคัญ คือ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี พบว่าคนต่างด้าวจัดตั้งนิติบุคคลเพื่อครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมเป้าหมายที่เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้ง 7 เฟส จำนวน 297 บริษัท ที่ดิน 309 แปลง พื้นที่รวม 217 ไร่ 1 งาน 29.6 ตารางวา รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประมาณ 3,039 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 238 หมาย หมายค้น 179 หมาย และสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 118 คน ศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้ว 20 คดี โดยศาลพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน ปรับ 15,000 บาท และให้จัดการจำหน่ายที่ดิน ซึ่งได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือได้มาโดยไม่ได้รับอนุญาตภายในระยะเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดซึ่งไม่น้อยกว่า 180 วันเเต่ไม่เกิน 1 ปี หากไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนดให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้

วันนี้ (10 ตุลาคม 2569) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร. พร้อมคณะประกอบด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รองผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ, พล.ต.ต.กัมปนาท อรุณคีรีโรจน์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4, พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ต.ต.เดโช โสสุวรรณากุล ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่าง ๆ เปิดปฏิบัติการ เฟสที่ 8 “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว 4 โครงการบ้านหรู” ในพื้นที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 4 (บก.น.4)

การปฏิบัติการในครั้งนี้สืบเนื่องจากสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้มีการส่งต่อข้อมูลเกี่ยวกับผู้ต้องหาที่ทางการจีนต้องการตัวให้กับ ศปชก.ตร. จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย
1. Mr.Chao ถือหนังสือเดินทางสัญชาติจีน และกัมพูชา ผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการจีนในความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2018 (พ.ศ.2561) เหตุเกิดที่เมืองอูหลานฮ่าวเท่อ จัตุรัสเฉิงเฉิง มีผู้เสียชีวิต 3 คน Mr.Chao เป็นหุ้นส่วนบริษัทซึ่งมีการถือครองบ้านพร้อมที่ดินในโครงการบ้านหรูย่าน พระรามเก้า-ศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านหรู มีราคาขายตั้งแต่ 50-69 ล้านบาท
2. Mr.Gui ถือหนังสือเดินทางสัญชาติจีน, ตุรกี และกัมพูชา ผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการจีนในความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงและการชักชวนผู้อื่นข้ามพรมแดนโดยผิดกฎหมาย เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2024 (พ.ศ.2567) เหตุเกิดที่ อ.จิงหนิงเซี่ยน เมืองหลี่ซุ่ย ทางตอนใต้ของมณฑลเจ้อเจียง
3. Mr.Jian ถือหนังสือเดินทางสัญชาติจีน และ เซนต์คริสโตเฟอรัน ผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการจีนในความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงออนไลน์ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2024 (พ.ศ.2567) เหตุเกิดที่ เมืองตุ้นโจว มณฑลเหอหนาน
ทั้ง 2 คน (Mr.Gui กับ Mr.Jian) เป็นหุ้นส่วนบริษัทซึ่งมีการถือครองบ้านพร้อมที่ดินในโครงการบ้านหรูย่านกรุงเทพกรีฑา ซึ่งเป็นหมู่บ้านหรูมีราคาขายตั้งแต่ 77-98 ล้านบาท

ศปชก.ตร. ได้ดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริงจนพบว่าทั้ง 3 คน มีการเดินทางเข้า – ออกประเทศไทยหลายครั้ง โดยแต่ละคนมีการถือหนังสือเดินทางหลายสัญชาติ จึงน่าเชื่อว่าเป็นการใช้เพื่อหลบเลี่ยงตัวตน และยังเป็นหุ้นส่วนบริษัทซึ่งมีการถือครองบ้านพร้อมที่ดินในโครงการหรูหลายโครงการในพื้นที่ บก.น.4 (สน.ประเวศ, สน.อุดมสุข และ สน.หัวหมาก)

ศปชก.ตร., บก.สส.บช.น., บก.น.4 และ บก.ตม.1 จึงได้บูรณาการสืบสวนร่วมกับ ฝ่ายปกครอง, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และกรมสรรพากร พบว่าในโครงการหมู่บ้านหรูดังกล่าวมีบริษัทต่าง ๆ ที่ถือครองที่ดินจำนวนมาก และเกี่ยวพันไปยังโครงการหมู่บ้านจัดสรรอื่นอีกหลายแห่ง ซึ่งอาจเข้าข่ายการเป็นนอมินีถือครองบ้านพร้อมที่ดิน จำนวน 94 หลัง / 95 บริษัท ทั้งยังพบว่า หุ้นส่วนบริษัทในโครงการหมู่บ้านหรูดังกล่าว มีประกาศตำรวจสากลสีแดง (Red Notice) 2 คน และมีหมายจับศาลอาญาพระโขนง 1 คน ดังนี้
1. Mr.Lin สัญชาติจีน เป็นหุ้นส่วนบริษัทซึ่งมีการถือครองบ้านพร้อมที่ดินในโครงการบ้านหรูย่าน พระรามเก้า- ศรีนครินทร์ มีประกาศตำรวจสากลสีแดง ในฐานความผิดเกี่ยวกับการเป็นองค์กรอาชญากรรมในการฉ้อโกงออนไลน์ ออกเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2567 โดย สำนักงานรักษาความปลอดภัยสาธารณะ เมืองเบงบู มณฑลอานฮุย
2. Mr.Bai สัญชาติจีน เป็นหุ้นส่วนบริษัทซึ่งมีการถือครองบ้านพร้อมที่ดินในโครงการบ้านหรูย่าน กรุงเทพกรีฑา มีประกาศตำรวจสากลสีแดง ในฐานความผิดเกี่ยวกับการเป็นองค์กรอาชญากรรมในการฉ้อโกงออนไลน์ ออกเมื่อวันที่ 19 ส.ค.2565 โดย สำนักงานรักษาความปลอดภัยสาธารณะ เมืองไท่หยวน มณฑลซานซี
3. Mr.Huang สัญชาติจีน เป็นหุ้นส่วนบริษัทซึ่งมีการถือครองบ้านพร้อมที่ดินในโครงการบ้านหรูย่าน บางนา – วงแหวน มีหมายจับศาลอาญาพระโขนง ลงวันที่ 25 พ.ค. 2566 ในความผิดฐาน ร่วมกันนำเข้าสินค้าที่ยังไม่ผ่านพิธีการศุลกากร การซ่อนเร้นหรือรับของที่เกี่ยวกับความผิดศุลกากร อั้งยี่ และเป็นคนต่างด้าวได้ที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ได้ทำการคัดกรองและวิเคราะห์จนพบกลุ่มเป้าหมายเข้าข่ายเป็นนิติบุคคลต่างด้าวต้องสงสัยเป็นนอมินี อันเป็นความผิดฐาน เป็นบุคคลต่างด้าวได้มาซึ่งที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 และ มาตรา 111 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มีจำนวน 95 บริษัท ครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม 94 แปลง เนื้อที่ 33 ไร่ 2 งาน 70.9 ตารางวา มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมประมาณ 6,000 ล้านบาท นำไปสู่การร้องทุกข์ดำเนินคดี 95 คดี เกี่ยวข้องกับคนไทย 156 คน ผู้ต้องหาต่างด้าว 96 คน โดย 94 คน มีถิ่นเกิดที่มณฑลฟูเจี้ยน ประเทศจีน แต่ถือหนังสือเดินทางสัญชาติต่าง ๆ ดังนี้ สัญชาติจีน 82 คน, กัมพูชา 9 คน, เซนต์คริสโตเฟอรัน, ฮ่องกง, วานูอาตู, สหรัฐอเมริกา และ เมียนมา สัญชาติละ 1 คน

พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญามีนบุรี และศาลแขวงพระนครเหนือ ขอออกหมายค้น จำนวน 17 หมาย และขอออกหมายจับบุคคลต่างด้าว จำนวน 86 หมาย ซึ่งครอบคลุมผู้กระทำความผิดหลากหลายสัญชาติ โดยผลการปฏิบัติในวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้จำนวน 11 คน ประกอบด้วยสัญชาติจีน 10 คน และ , สหรัฐอเมริกา 1 คน

สำหรับปฏิบัติการสำคัญที่ได้ดำเนินการในพื้นที่ บก.น.4 ครั้งนี้ ตรวจค้นจับกุมในโครงการบ้านหรู 4 โครงการ ได้แก่
1. โครงการบ้านหรูย่าน บางนา-สวนหลวง ราคาขายบ้านในโครงการตั้งแต่ 27-55 ล้านบาท โดยในโครงการนี้ มีเป้าหมายในการดำเนินการ 11 บริษัท ทุนจดทะเบียนรวม 50 ล้านบาท ผู้ต้องหาต่างด้าว 11 คน แบ่งเป็นสัญชาติจีน 10 คน และ กัมพูชา 1 คน ถือครองบ้านรวม 11 หลัง เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 20.7 ตารางวา รวมมูลค่าประมาณ 550 ล้านบาท
2. โครงการบ้านหรูย่าน บางนา-วงแหวน ราคาขายบ้านในโครงการตั้งแต่ 39.9-52.5 ล้านบาท โดยในโครงการนี้ มีเป้าหมายในการดำเนินการ 19 บริษัท ทุนจดทะเบียนรวม 145.5 ล้านบาท ผู้ต้องหาต่างด้าว 19 คน แบ่งเป็นสัญชาติจีน 17 คน กัมพูชา 1 คน และ ฮ่องกง 1 คน ถือครองบ้านรวม 19 หลัง เนื้อที่ 6 ไร่ 59.3 ตร.ว. รวมมูลค่าประมาณ 1,050 ล้านบาท
3. โครงการบ้านหรูย่าน พระรามเก้า-ศรีนครินทร์ ราคาขายบ้านในโครงการตั้งแต่ 50–69 ล้านบาท โดยในโครงการนี้มีเป้าหมายในการดำเนินการ 30 บริษัท ทุนจดทะเบียนรวม 774 ล้านบาท ผู้ต้องหาต่างด้าว 30 คน แบ่งเป็นสัญชาติจีน 28 คน กัมพูชา 2 คน ถือครองบ้านรวม 29 หลัง เนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 18 ตร.ว. รวมมูลค่าประมาณ 1,600 ล้านบาท
4. โครงการบ้านหรูย่าน กรุงเทพกรีฑา ราคาขายบ้านในโครงการตั้งแต่ 77–98 ล้านบาท โดยในโครงการนี้มีเป้าหมายในการดำเนินการ 35 บริษัท ทุนจดทะเบียนรวม 1,656.7 ล้านบาท ผู้ต้องหาต่างด้าว 36 คน แบ่งเป็นสัญชาติจีน 27 คน, กัมพูชา 5 คน, วานูอาตู, สหรัฐอเมริกา และ เมียนมา อย่างละ 1 คน ถือครองบ้านรวม 35 หลัง เนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 72.9 ตร.ว. รวมมูลค่าประมาณ 2,800 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นสถานที่เป้าหมายเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน โดยตรวจยึดเอกสารการจดทะเบียนบริษัท เอกสารทางบัญชี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก เพื่อนำไปตรวจสอบและขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอย้ำว่า เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการในครั้งนี้ คือการจัดระเบียบจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ ให้มีการลงทุนและการท่องเที่ยว ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถประกอบอาชีพ และมีรายได้อย่างเป็นธรรม โดยบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์ และเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวสามารถเข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจได้ถูกต้องตามกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำจุดยืน ดำเนินการเด็ดขาดกับผู้กระทำความผิด และพร้อมร่วมมือกับทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่หยุดยั้งเพียงแค่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่จะขยายผลปราบปรามในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัยหรือเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

Related posts