สำนักชลประทานที่ 6 จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร ติดตามการบริหารจัดการน้ำและการใช้ประโยชน์จากน้ำชลประทานในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว หรือเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ชูโมเดลความสำเร็จ “บริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ” สร้างสมดุลนากุ้ง-นาข้าว มุ่งสู่เกษตรกรรมยั่งยืน ขณะที่เกษตรพอใจ มีน้ำทำนาข้าว-นากุ้ง ตลอดทั้งปี
วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักชลประทานที่ 6 กรมชลประทาน ได้จัดกิจกรรม สื่อมวลชนสัญจร เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของกรมชลประทาน และสร้างการรับรู้ถึงประโยชน์ของโครงการชลประทาน ที่มีต่อการพัฒนาภาคการเกษตรและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว หรือ เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา
โดยคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงาน อาคารระบายน้ำ (Spillway) ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว เพื่อรับทราบแนวทางการบริหารจัดการน้ำ การควบคุมและระบายน้ำ ตลอดจนบทบาทของโครงการฯในการสนับสนุนการจัดสรรน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำลำปาวจากนายสำรวย อินพิทักษ์ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว และเจ้าหน้าที่สำนักชลประทานที่ 6

จากนั้นได้เดินทางลงพื้นที่ติดตามการใช้ประโยชน์จากน้ำชลประทานที่ แปลงนาข้าวของ นายสมทรัพย์ วราศรี บ้านนาเชือกเหนือ หมู่ที่ 11 ต.นาเชือก อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เกษตรกรผู้ได้รับประโยชน์จากระบบชลประทานในการเพาะปลูกข้าว และพื้นที่บ่อเลี้ยงกุ้งของ นายสุรพล ภูขามคม บ้านนาเชือกเหนือ หมู่ที่ 2 ต.นาเชือก อ.ยางตลาด ซึ่งได้นำน้ำชลประทานมาใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับครัวเรือน
นายสำรวย อินพิทักษ์ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว หรือ เขื่อนลำปาว สำนักงานชลประทานที่ 6 กรมชลประทาน มีความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถจัดสรรน้ำ ตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของเกษตรกรสองกลุ่มหลัก คือ กลุ่มผู้ปลูกข้าวนาปรัง และ กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด ให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงแม้ในสภาวะวิกฤต

“ความสำเร็จที่เกิดจากการมีส่วนร่วม (JMC) หัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้คือการทำงานผ่าน คณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) ที่เปิดโอกาสให้ตัวแทนเกษตรกร ทั้งผู้ทำนาและผู้เลี้ยงกุ้ง ผู้นำท้องถิ่น และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนและตัดสินใจจัดสรรน้ำอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยมีการประชุมเพื่อกำหนดปฏิทินการส่งน้ำที่ชัดเจนในแต่ละฤดูกาล เพื่อให้เกษตรกรสามารถเตรียมตัวได้ล่วงหน้า” ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว กล่าว
นายสำรวย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังนำนวัตกรรมและข้อมูลแม่นยำ (Smart Irrigation) โครงการฯ ได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และโปรแกรมบริหารจัดการน้ำ (ROS) มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกรายแปลง โดยเฉพาะในพื้นที่ ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องการเก็บข้อมูลผู้เลี้ยงกุ้งอย่างละเอียด ทั้งรอบการเลี้ยงและปริมาณความต้องการใช้น้ำทำให้สามารถคำนวณและจัดสรรน้ำได้ตรงตามความต้องการจริงของพืชและสัตว์น้ำ

นายสำรวย กล่าวอีกว่า ปัจจุบันเขื่อนลำปาว มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 770 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 39เปอร์เซ็นต์ ของความจุ การใช้น้ำตอนนี้มีเพียงพอที่จะดูแลพื้นที่การเกษตร ยืนยันว่าตลอดฤดูฝนนี้ไม่มีปัญหาด้านการส่งน้ำ ส่วนการเพาะปลูกมีพื้นที่ทำนาข้าวมี 2.9 แสนไร่ และมีนากุ้ง 3,800 ไร่ โดยการใช้น้ำของบ่อกุ้ง จะใช้น้ำมากกว่าการทำนาข้าว 2 เท่า ดังนั้นการบริหารจัดการน้ำจะมีการส่งน้ำให้บ่อกุ้ง และนาข้าว โดยการจัดรอบเวรสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป เพื่อให้เกิดการแบ่งปันน้ำ ไม่ให้เกิดผลกระทบทั้งกุ้งและนาข้าว

ด้านนายสมทรัพย์ วราศรี ประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านนาเชือกเหนือ หมู่ที่ 11 ต.นาเชือก อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ปัจจุบันทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง ใช้ระบบน้ำจากคลองชลประทานเขื่อนลำปาว ปล่อยน้ำไหลเข้าพื้นที่นา ที่ผ่านมาเกษตรมีการประชุมร่วมกับชลประทานมาโดยตลอด เพื่อวางแผนการใช้น้ำ เนื่องจากในพื้นที่มีการปลูกข้าวและทำนากุ้ง ทำให้เกษตรกรทราบว่าต้องเตรียมแปลงรองรับน้ำเมื่อไหร่ อย่างไร ถือว่าเป็นการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาแทบจะไม่มีปัญหาอะไร ส่วนปีนี้ที่มีสถานการณ์เอลณีโญ ยอมรับว่ามีความเป็นห่วง แต่ทางกลุ่มก็มีการวางแผนการใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพที่สุด และติดตามสถานณ์อย่างใกล้ชิด มั่นใจว่าชลประทานจะสามารถบริหารจัดการน้ำ

ขณะที่ นายสุรพล ภูขามคม เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง บ้านนาเชือกเหนือ ม.2 ต.นาเชือก อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ตนเองเลี้ยงกุ้งมานานกว่า 2 0ปี ตั้งแต่ยังไม่มีการปรับปรุงเขื่อน น้ำเขื่อนยังไม่เพียงพอ ช่วงที่ปิดน้ำซ่อมคลอง น้ำไม่ได้เต็มที่ กระทั่งปัจจุบันมีการบริหารจัดการน้ำ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจึงไม่ค่อยมีปัญหา โดย 1 ปีสามารถเลี้ยงกุ้งได้ 2 รุ่น มีรายได้ดีกว่าการทำนา ขอบคุณชลประทานที่ทำให้เกษตรผู้เลี้ยงกุ้งลืมตาอ้าปากได้
อย่างไรก็ตามสำหรับจัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานของกรมชลประทาน เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อมั่นต่อภารกิจด้านการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ ตลอดจนสะท้อนบทบาทของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาวในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนความมั่นคงด้านน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน





Users Today : 641
Users Yesterday : 762
Total Users : 9128839
Total views : 41573161
Who's Online : 4