พล.ต.อ.สำราญฯ ปฏิบัติการจับกุมต่างด้าวหนีคดี เปิดบริษัทนอมินี ลูกสวมบัตรไทย เชื่อมโยงทรัพย์สิน 600 ล้านบาท
นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กวาดล้างขบวนการทุจริตทางทะเบียนราษฎร อย่างจริงจัง เด็ดขาด และเป็นระบบ
ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญฯ ปฏิบัติการจับกุมต่างด้าวหนีคดี เปิดบริษัทนอมินี ลูกสวมบัตรไทย เชื่อมโยงทรัพย์สิน 600 ล้านบาท
ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายและเน้นย้ำถึงกรอบแนวคิดหลักในการดำเนินงาน ว่า “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” เพื่อกวาดล้างขบวนการทุจริตทะเบียนราษฎร ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย
วันนี้ (16 กันยายน 2569) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมคณะประกอบด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ.ตร., พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.กานต์ ธรรมเกษ ผบก.สส.ภ.7, พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3, นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร, นายพีรธร วิมลโลหการ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย และรองโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. และคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E) พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ ร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติการจับกุมต่างด้าวหนีคดี เปิดบริษัทนอมินี ลูกสวมบัตรไทยเชื่อมโยงทรัพย์สิน 600 ล้านบาท
การเปิดปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย พบผู้ต้องสงสัย Mr.Myo สัญชาติเมียนมา ใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว (นอมินี) เปิดบริษัทต้องสงสัย 3 แห่ง มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เดียวกันที่ หมู่ 1 ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จว.สมุทรสาคร ได้แก่ 1.บริษัท เคทองลี่, 2.บริษัท เออีซี และ 3.บริษัท เคทีแอล มีทุนจดทะเบียนรวม 191 ล้านบาท ถือครองที่ดินรวม 7 แปลง ซึ่งถูกใช้เป็นที่อยู่อาศัย โรงงาน และให้เช่าประกอบกิจการ เนื้อที่รวม 28 ไร่ 2 งาน 9.4 ตร.ว. มูลค่ารวมประมาณ 600 ล้านบาท Mr.Myo มีชื่อถือหุ้นโดยตรงในทั้ง 3 บริษัท และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจใน 3 บริษัท นอกจากนี้บริษัททั้ง 3 ยังถือหุ้นไขว้กันเองอีกชั้นหนึ่ง จากการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานพบว่าผู้ถือหุ้นคนไทย ประกอบอาชีพขับรถรับจ้างอิสระ เคยทำงานขับรถส่งสินค้าให้กับ บริษัท เออีซี เป็นประจำ แต่ไม่เคยลงทุน หรือถือหุ้นในบริษัทใดๆ เลย
จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 24-26 ก.ค.64 Mr.Myo ได้ก่อเหตุทำร้ายร่างกาย น.ส.ลู่ (สัญชาติจีน) ลูกจ้างพนักงาน บริษัท เออีซี โดยใช้เท้าเตะศีรษะ 1 ครั้ง ทำลายทรัพย์สินขว้างคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของ น.ส.ลู่ จนพังเสียหาย และใช้มีดข่มขู่บังคับให้ น.ส.ลู่ เซ็นเอกสารรับสภาพหนี้ 15 ล้านบาท ทั้งได้บุกรุกเข้าไปในห้องพักเพื่อลักทรัพย์สินและเอกสารสำคัญไปหลายรายการ เช่น บัตรประชาชนจีน สมุดบัญชีธนาคารกสิกรไทย คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก และไอแพด จากนั้นได้ใช้เทปใสมัดมือ เอากระสอบพลาสติกคลุมศีรษะ ใช้เทปใสปิดปากไม่ให้ร้องขอความช่วยเหลือ และทำร้ายอย่างทารุณด้วยการกดศีรษะลงบ่อน้ำและใช้แก๊สจุดไฟลนตามร่างกาย พร้อมทั้งลักเงินสดไป จนกระทั่ง น.ส.ลู่ สามารถหลบหนีออกมาขอความช่วยเหลือ และได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.กระทุ่มแบน จว.สมุทรสาคร เมื่อวันที่ 14 มี.ค.66 ศาลจังหวัดสมุทรสาคร พิพากษาลงโทษ จำคุก 1 ปี 30 เดือน 30 วัน โดยไม่รอการลงโทษ Mr.Myo ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา ต่อมาเมื่อวันที่ 3 ก.พ.68 ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษ จำคุก 1 ปี 22 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 2 ปี ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างศาลฎีกาพิจารณา
ทั้งนี้ ระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition) ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พบความเชื่อมโยงระหว่าง Mr.Myo สัญชาติเมียนมา กับบุคคลสัญชาติจีนชื่อ Mr.Weidong สัญชาติจีน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจึงประสานไปยังผู้ประสานงานตำรวจสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อตรวจสอบข้อมูลของ Mr.Weidong พบว่าเป็นผู้ต้องหาที่ทางการจีนต้องการตัว ตามหมายจับมณฑลซานตง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐานสนับสนุนการทุจริตในโครงการของรัฐ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 6 พ.ค.59 ณ นครจีหนาน เขตลี่เซี่ย สาธารณรัฐประชาชนจีน หลังจากก่อเหตุ Mr.Weidong หลบหนีออกนอกประเทศจีน โดยระหว่างปี พ.ศ.2556 – 2559 Mr.Weidong เคยใช้หนังสือเดินทางจีนเดินทางเข้า–ออกประเทศไทยรวม 14 ครั้ง ต่อมาในปี 2561- ปัจจุบัน Mr.Weidong เปลี่ยนแปลงตัวตน โดยใช้ชื่อ Mr.Myo และใช้หนังสือเดินทางประเทศเมียนมา เดินทางเข้า–ออกประเทศไทย รวม 48 ครั้ง ปัจจุบัน Mr.Myo ใช้วีซ่าคดีความในการพำนักในประเทศไทย
พนักงานสอบสวน กก.สส.บก.ตม.3 จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อออกหมายจับ Mr.Myo ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐาน เป็นบุคคลต่างด้าวซึ่งยินยอมให้บุคคลสัญชาติไทยกระทำการช่วยเหลือหรือสนับสนุน หรือให้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในบริษัทจำกัด และเป็นบุคคลต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนมาตรา 8 (3) อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ มาตรา 36, 37 และขออนุมัติหมายค้น 1.บริษัท เออีซี 2.บริษัท เคทองลี่ และ 3.บริษัท เคทีแอล ผลการตรวจค้นจับกุม Mr.Myo หรือ Mr.Weidong ให้การรับสารภาพ ว่าเป็นบุคคลสัญชาติจีน และใช้ตัวตนเมียนมา มีหนังสือเดินทางทั้งประเทศจีน และเมียนมา พบเอกสารสำคัญหลายรายการ อาทิ โฉนดที่ดิน พร้อมสัญญาซื้อขายมูลค่า 9,000,000 บาท และ ได้พบตัว นาย ดล บุตรชายของ Mr.Myo หรือ Mr.Weidong จึงได้เก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม (DNA) ทั้ง 2 คน เพื่อตรวจเปรียบเทียบ DNA ต่อไป
นาย ดล ได้แสดงบัตรประจำตัวประชาชนไทยต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม รายละเอียดบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 1 (คือผู้ที่เกิดและมีสัญชาติไทย) เกิดวันที่ 3 ต.ค.2549 ปัจจุบันอายุ 19 ปีเศษ ที่อยู่ ต.บ้านหลวง อ.แม่อาย จว.เชียงใหม่ และได้แสดงสูติบัตรระบุ มารดาชื่อ น.ส.นาฝา บิดาชื่อ นาย ยะจู เกิดที่ โรงพยาบาลแม่อาย จว.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ประสานไปยังคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E) เพื่อตรวจสอบข้อมูล นาย ดล พบว่าลายพิมพ์นิ้วมือในฐานข้อมูลกรมการปกครอง ระบุข้อมูลยื่นขอมีบัตรครั้งแรก 7 ก.ค.66 ที่ อ.แม่อาย จว.เชียงใหม่ ออกโดย นาย วิเศษ ปลัดอำเภอเชียงดาว ซึ่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 22 มค.69 ในปฏิบัติการสลายหมอกเชียงดาว เนื่องจากร่วมกระบวนการช่วยเหลือคนต่างด้าวสวมสิทธิ์ทำบัตรประชาชน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตรวจสอบฐานข้อมูลลายพิมพ์นิ้วมือ นาย ดล ตรงกับ Mr.Ji อายุ 17 ปี สัญชาติจีน ระหว่างปี 2564–2565 ได้ใช้หนังสือเดินทางประเทศจีน เข้า-ออกประเทศไทย รวม 2 ครั้ง การกระทำของ นาย ดล หรือ Mr.Ji เป็นความผิดฐาน เป็นคนต่างด้าว เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ มาตรา 81 และใช้หรือแสดงบัตรอันเกิดจากการยื่นคำขอบัตรโดยมิได้มีสัญชาติไทยด้วยการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ ตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน ฯ มาตรา 14(4) ประกอบ มาตรา 14(1) จึงควบคุมตัว Mr.Myo หรือ Mr.Weidong (พ่อ) และ นาย ดล หรือ Mr.Ji (ลูก) ส่งพนักงานสอบสวน สภ.กระทุ่มแบน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้เชิญตัว น.ส.นาฝา มารดาคนไทย ตามที่ระบุในทะเบียนราษฎร์ มาเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม (DNA) เพื่อตรวจเปรียบเทียบ DNA ว่าตรงกับ นาย ดล หรือไม่ หาก น.ส.นาฝา มีส่วนรู้เห็นกับการสวมบัตร จะมีความผิดฐาน แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน และ ทำ ใช้ หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือกระทำการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้านหรือเอกสารทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ มาตรา 267 ประกอบ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎรฯ มาตรา 50
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะได้ร่วมบูรณาการสืบสวนและบังคับใช้กฎหมายในทุกมิติ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างต่อเนื่องต่อไป
สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณ กรมการปกครอง และทุกหน่วยงานที่ร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการทำงานเชิงบูรณาการเพื่อปกป้องความถูกต้องของระบบทะเบียนราษฎร ป้องกันการแทรกซึมของอาชญากรรมข้ามชาติ และรักษาความมั่นคงของชาติในระยะยาว ทั้งนี้ หากประชาชนที่พบความผิดปกติหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับการ สวมสิทธิทางทะเบียน เช่น มีการจัดหาคนต่างด้าวมาทำบัตรโดยผิดปกติ มีเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดเรียกรับเงินเพื่อดำเนินการทางทะเบียน มีการใช้ชื่อบุคคลไทยถือครองธุรกิจแทนคนต่างด้าว มีการเปิดบัญชีจำนวนมากโดยผิดปกติ หรือมีการใช้เอกสารประจำตัวที่สงสัยว่าได้มาโดยมิชอบ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเป็นการยกระดับความมั่นคงทางทะเบียน เพราะข้อมูลทะเบียนราษฎรที่ถูกต้องเป็นรากฐานสำคัญของการคุ้มครองสิทธิประชาชน และเป็นด่านแรกในการป้องกันอาชญากรรมหลายรูปแบบ ตั้งแต่การสวมสิทธิ บัญชีม้า นอมินี ไปจนถึงอาชญากรรมข้ามชาติ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการปิดช่อง ความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศ





Users Today : 1100
Users Yesterday : 2043
Total Users : 9226441
Total views : 41746274
Who's Online : 26