กมธ.ยุติธรรม วุฒิสภา สรุปผลงาน 2 ปี รื้อใหญ่ระบบนิติบัญญัติ! ชู “ห้วยขวางโมเดล” เชือดทุนสีเทา ลั่น 3 ปีต้องเห็นผลจริง

กมธ.ยุติธรรม วุฒิสภา สรุปผลงาน 2 ปี รื้อใหญ่ระบบนิติบัญญัติ! ชู “ห้วยขวางโมเดล” เชือดทุนสีเทา ลั่น 3 ปีต้องเห็นผลจริง

เมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ณ โรงแรมปริ๊นซ์ตัน กรุงเทพฯ คณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา ได้จัดงานสัมมนาสรุปผลการดำเนินงาน 2 ปี พร้อมกำหนดทิศทางอนาคต โดยมี พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย ประธานคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วย พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง, นายกิติศักดิ์ หมื่นศรี, นายเศก จุลเกษร, นายนิคม มารุ่งแจ้ง และ ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ ตลอดจนที่ปรึกษา และคณะทำงาน เข้าร่วมอย่างคับคั่ง
ภายในงานได้มีการแบ่งกลุ่มย่อยของคณะอนุกรรมาธิการทั้ง 3 คณะ เพื่อระดมสมองกำหนดทิศทางรับปีงบประมาณ 2570 โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ

ประเด็นเปิดฉากเวทีที่เรียกเสียงสะท้อนอย่างกว้างขวาง คือบทบาทของสื่อดิจิทัลและ “อินฟลูเอนเซอร์” ในยุคโซเชียล ที่มักนำเสนอข้อมูลคดีความที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาของศาล สร้างกระแสสังคมจนอาจชี้นำความรู้สึกประชาชนก่อนกระบวนการยุติธรรมจะสิ้นสุด เวทีนี้จึงสะท้อนตรงกันว่า แม้เสรีภาพในการสื่อสารจะเป็นสิทธิอันชอบธรรม แต่ต้องมาพร้อมกับจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสิทธิของคู่กรณี พร้อมผลักดันให้มีการทบทวนกลไกทางกฎหมายและใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างจุดสมดุลระหว่างเสรีภาพและการคุ้มครองสิทธิประชาชนอย่างแท้จริง

จากปัญหาดังกล่าว นำมาสู่คำถามถึงประสิทธิภาพการทำงานของกรรมาธิการที่ผ่านมา ซึ่งมักติดกับดักการเชิญหน่วยงานมาชี้แจงแต่เรื่องกลับเงียบหาย ที่ประชุมจึงมีมติร่วมกันว่า ต่อไปนี้งานของ กมธ. จะต้องไม่หยุดอยู่แค่การประชุมหรือทำรายงาน แต่ต้องนำข้อมูลมาวิเคราะห์ สกัดเป็นข้อเสนอที่แก้ปัญหาได้จริง และกำหนดกรอบเวลาติดตามผลที่ชัดเจน

“ตัวชี้วัดการทำงานนับจากนี้ จะไม่อยู่ที่ว่าเราประชุมไปแล้วกี่ครั้ง แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ประชาชนได้รับประโยชน์อะไร และเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมอย่างไรภายในกรอบเวลา 3 ปีนี้”

เพื่อตอกย้ำการทำงานเชิงรุก คณะอนุกรรมาธิการการตำรวจได้ประกาศผลักดัน “ห้วยขวางโมเดล” เป็นพื้นที่นำร่องบูรณาการตรวจสอบสถานบริการและธุรกิจต่างชาติที่ใช้ช่องโหว่กฎหมายหากิน โดยลุยตรวจตั้งแต่ใบอนุญาต การใช้ประโยชน์อาคาร ไปจนถึงเส้นทางธุรกิจ พร้อมคาดโทษหน่วยงานผู้รับผิดชอบต้องติดตามผลอย่างจริงจัง หากพบผิดต้องฟันดำเนินคดีทันทีไม่มีละเว้น และเตรียมขยายผลสู่นครบาลและพื้นที่เสี่ยงอื่นๆ ที่มีต่างชาติสีเทาเกาะกิน

สอดรับกับปัญหาอาชญากรรม มิติด้านยาเสพติดถูกมองว่าการปราบปรามเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ที่ประชุมจึงเสนอโมเดลแก้ปัญหาแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง โดยนำความสำเร็จของ “โครงการชุมชน จ.สุรินทร์” ที่ดึงครอบครัวและชุมชนเข้ามาร่วมดูแลบำบัดและสร้างอาชีพ มาเป็นต้นแบบเพื่อลดการตีตราทางสังคม พร้อมปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดอย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุด ข้อเสนอทั้งหมดจากการระดมสมองและกลุ่มย่อยในครั้งนี้ จะถูกรวบรวมและผลักดันเป็นวาระเร่งด่วน เสนอต่อวุฒิสภา เพื่อพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า กลไกนิติบัญญัติชุดนี้ พร้อมทำงานอย่างจริงจังเพื่อทวงคืนความยุติธรรมและความเชื่อมั่นให้กลับคืนสู่สังคมไทยอย่างแท้จริง

Related posts