ชลบุรี-ผบช.ภ.2 มั่นใจพยานหลักฐานเอาผิด 2 มือฆ่ารัสเซีย มุ่งปมเหตุฆ่าทวงหนี้ – เรียกค่าไถ่ 3.7 ล้าน

ชลบุรี-ผบช.ภ.2 มั่นใจพยานหลักฐานเอาผิด 2 มือฆ่ารัสเซีย มุ่งปมเหตุฆ่าทวงหนี้ – เรียกค่าไถ่ 3.7 ล้าน

 

ความคืบหน้าคดีฆ่าหั่นศพ เมื่อเวลา 14.30 น. ( 2 กุมภาพันธ์ 2569 ) พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.2 ,พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภาค 2 ( คุมงานสืบสวน ) , พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จ.ชลบุรี , พ.ต.อ.วสุรัชย์ ชัยธีราพัฒน์ รอง ผบก.ภ.จ.ชลบุรี พร้อมด้วย ตำรวจในส่วนที่เกี่ยวข้อง เดินทางมายังห้องประชุม สภ.หนองปรือ จ.ชลบุรี เพื่อแถลงสรุปผลคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ ฆ่าหั่นศพ นายมิคาเอล เอเมเลียนอฟ(MR.MIKHAIL EMELIANOV) อายุ 30 ปี สัญชาติรัสเซีย


พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.2 เปิดเผยว่า คดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ และประชาชนกำลังให้ความสนใจ ในคดีนี้ เริ่มต้นมาจาก นางโอลก้า ลาซาเบนโก้ (MISS.OLGA LAZABENKO ) อายุ 51 ปี แม่ของผู้ตาย ได้มาร้องเรียนกับตำรวจ ให้ช่วยตามหาลูกชาย เมื่อวันที่ 12 มกราคม โดยระบุว่าลูกชายได้หายตัวไปอย่างมีเงื่อนงำ เมื่อวันที่ 7 มกราคม โดยได้ส่งพิกัดและบอกว่า จะเดินทางไปพบหุ้นส่วนทางธุรกิจ ณ บ้านพักแห่งหนึ่งในเขต ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย แล้วหวั่นว่าลูกจะตกอยู่อันตราย


ต่อมาตำรวจได้มีการ บูรณาการร่วมกัน ในการสืบสวนอย่างละเอียด จนไปพบพยานหลักฐานจากระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) พบภาพผู้เสียชีวิต เดินทางเข้ามายังบ้านหลังที่เกิดเหตุ และไม่กลับออกมาอีกเลย จนวันที่ 9 มกราคม 2569 พบพฤติการณ์ต้องสงสัยของผู้ต้องหาทั้ง 2 ขับขี่รถจักรยานยนต์ ที่มีลักษณะบรรทุกสิ่งของขนาดใหญ่ใต้เบาะออกจากบ้านพักที่เกิดเหตุ จำนวนหลาย 10 รอบ ( ประมาณ 12 รอบ ) โดยสังเกตจากเบาะรถที่ขี่ออกไปปิดไม่สนิท มีการเผยอขึ้นมา ทำให้ตำรวจมั่นใจว่าใต้เบาะรถต้องมีวัตถุบางอย่าง และคิดว่าน่าจะเป็นร่างของผู้ตายที่ถูกหั่นชำแหละศพ นำไปทิ้งสถานที่ใกล้ๆ โดยตอนแรกมีการประเมินว่าจะนำไปไปทิ้งในบ่อน้ำ จนมีการเตรียมนักประดาน้ำเพื่อค้นหา แต่พอชุดสืบสวนมีการเดินเท้าสำรวจก็ไปพบร่างของผู้ตาย ถูกหั่นชำแหละบรรจุถุงดำแล้วนำไปกระจายฝัง ทั้งหมด 6 หลุม รวมถึงเสื้อผ้าเอกสารของผู้ตาย


ต่อมาตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน 2 ชลบุรี (พฐ.) ลงพื้นที่ไปตรวจสอบบริเวณบ้านจุดเกิดเหตุ โดยใช้เทคนิคในการพิสูจน์หลักฐานสำคัญ โดยมีการพ่นสารบลูสตาร์ (Bluestar) จนไปพบร่องรอยคราบเลือดมนุษย์จำนวนมากในบริเวณห้องน้ำ อ่างล้างมือ และ บริเวณใต้เบาะรถจักรยานยนต์ ที่ต้องสงสัยว่าใช้ในการขนย้ายชิ้น ส่วนศพผู้เสียชีวิต ถึงแม้ผู้ต้องหาจะพยายามทำลายหลักฐาน แต่เมื่อใช้เทคนิคแนวทางการพิสูจน์หลักฐาน ก็ยังพบว่ามีร่องรอยคราบเลือดติดอยู่และอยู่ในระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบว่า คราบเลือดดังกล่าวตรงกับของผู้ตายหรือไม่


หลังจากตำรวจ ได้หลักฐานสำคัญ ทั้งจากกล้องวงจรรวมถึงการพบร่างผู้ตาย จึงขออนุมัติ ศาลจังหวัดพัทยา ออกหมายจับจนสามารถตาม นายยารอสลาฟ (MR.IAROSLA) อายุ 35 ปี และ นายดมีทรี มัสดาเลฟ (MR.DMITRRII) อายุ 38 ปี ฐานความผิด ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา , ลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งความตาย และเรียกค่าไถ่โดยหน่วงเหนี่ยวกักขังบุคคลอื่น อันเป็นการกระทำโดยทรมาน ทารุณ โหดร้าย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกระทำถึงแก่ความตาย จากนั้นก็บุกไปทำการจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองคน ได้ที่ห้องพัก ภายในโรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านซอยสุขุมวิท 71 แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กทม.


ในเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้ง 2 คนให้การปฏิเสธ และไม่ให้ความร่วมมือหรือให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี โดยไม่ยอมปริปากให้ข้อมูลใดๆ กับตำรวจ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ตำรวจมั่นใจในพยานหลักฐาน และยืนยันว่า สามารถดำเนินดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 2 คน นอกจากนี้ยังมีการทำงานร่วมกับอัยการ ในการรวบรวมพยานหลักฐาน เอาผิดกับผู้ต้องหาทั้ง 2 คน

ส่วนปม สาเหตุการฆ่าสังหารโหดในครั้งนี้ ตั้งไว้ 2 ประเด็น คือการฆ่าทวงหนี้ และเรียกค่าไถ่ โดยในเรื่องของค่าทวงหนี้ พบว่าผู้ตายมาอาศัยและทำธุรกิจอยู่ในประเทศไทย นานเกือบ 2 ปี โดยมีปัญหาเรื่องการยืมเงิน ในการลงทุนธุรกิจ กับหุ้นส่วน ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าใครติดหนี้ใคร และอาจเป็นปมเหตุสำคัญในคดีนี้ ส่วนในเรื่องของ เรียกค่าไถ่ หลักฐานสำคัญก็คือข้อความการติดต่อจากผู้ต้องหาผ่านแอปพลิเคชั่น Telegram ไปยังครอบครัวผู้เสียชีวิต ข่มขู่เรียกเงิน จำนวน 120,000 ดอลลาร์สหรัฐ (3.7 ล้านบาทไทย) เพื่อแลกกับการปล่อยตัว ผู้เสียชีวิต แต่สุดท้ายก็ลงมือฆ่าอย่างโหดเหี้ยม

นอกจากนี้ ตำรวจเชื่อว่าผู้ตายน่าจะเสียชีวิต ในวันที่ 9 มกราคม ส่วนอาวุธที่ใช้ในการชำแหละศพ น่าจะเป็นเลื่อยเหล็กเนื่องจาก ตำรวจไปพบถูกฝังอยู่ในดินบริเวณจุดเกิดเหตุ ซึ่งเลื่อยดังกล่าว มีลักษณะรอยตัดตรงกัน บนกระดูกร่างของผู้ตาย ส่วนบริเวณที่มีการหั่นศพ เชื่อว่าใช้ห้องน้ำในบ้านหลังดังกล่าว เป็นจุดชำแหละศพ เนื่องจากพบรอยคราบเลือดจำนวนมาก อีกทั้งการลงมือสังหารโหดในครั้งนี้ คาดว่าก่อนที่ผู้ตายจะเสียชีวิต ระหว่างกลุ่มผู้ต้องหากับผู้ตาย เกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ก่อนที่ผู้ต้องหาจะลงมือฆ่า ส่วนผู้ตายเสียชีวิต หลังจากนั้นก็ลงมือหั่นศพ ก่อนบรรจุใส่ถุงดำแล้วนำไปฝังดิน

ขณะเดียวกัน ตำรวจอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลของผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ในการเดินทางเข้าออกประเทศไทย ขอใช้วีซ่าประเภทใด และในระหว่างที่อยู่ในประเทศไทย เข้ามาประกอบอาชีพใด พร้อมทั้งยังพบว่า บ้านหลังที่ใช้ในการก่อเหตุ หลังจากลงมือสังหารโหดได้ย้ายออกทันที เมื่อวันที่ 10 มกราคม ก่อนจะเดินทางไปอาศัยอยู่ที่โรงแรมในเขตกรุงเทพฯ โดยใช้พาสปอร์ตที่ไม่ใช่ของตัวเองในการติดต่อเข้าพัก ซึ่งในเรื่องนี้ ตำรวจอยู่ระหว่างการขยายผล

สุดท้าย ตำรวจภูธรภาค 2 ขอขอบคุณสื่อมวลชนและประชาชนที่ให้การสนับสนุนข้อมูล แจ้งเบาะแสต่างๆ รวมถึงข้อมูลภาพวงจรปิดต่าง ๆ นำไปสู่การคลี่คลายคดีและจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองได้อย่างรวดเร็ว และขอยืนยันว่าจะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดและโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ ในประเทศไทยต่อไป

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

Related posts