สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จ.ขอนแก่น เตือนประชาชนระวังอันตรายจากสภาพอากาศร้อนถึงร้อนจัด โดยอ้างอิงข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่าประเทศไทยตอนบน มีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุจากแดดจัดและสภาพอากาศนิ่ง อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะช่วงกลางวันถึงบ่าย อุณหภูมิอาจสูงถึง 34–41 องศาเซลเซียส

ดร.นพ.หิรัญวุฒิ แพร่คุณธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จ.ขอนแก่น เปิดเผยข้อมูลจากกองป้องกันการบาดเจ็บ และกองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค พบว่าในช่วงฤดูร้อนของทุกปี มักพบผู้ป่วยจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ “ภาวะฮีทสโตรก (Heat Stroke)” หรือโรคลมร้อน ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่มีความรุนแรง อาจทำให้เสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที โดยเกิดจากร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและอวัยวะสำคัญ

“นอกจากนี้ยังพบ ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุในปี 2568 จ.ขอนแก่นมีค่าดัชนีความร้อนในระดับอันตรายมากติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศ พร้อมกับข้อมูลจากระบบรายงาน HDC กระทรวงสาธารณสุข พบว่า จ.ขอนแก่น และจ.กาฬสินธุ์ พบผู้ป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับความร้อนเป็น 2 ใน 5 อันดับแรกของประเทศ ทั้งนี้ กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือกลุ่มอาชีพที่ต้องทำงานกลางแจ้งหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความร้อนสูง ได้แก่ เกษตรกร ทำไร่ ทำนา คนงานก่อสร้าง พนักงานเก็บขยะ เจ้าหน้าที่จราจร / ตำรวจจราจร พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ แผงลอย พนักงานส่งของ (ไรเดอร์) ช่างไฟฟ้า ช่างซ่อมบำรุงภายนอกอาคาร คนงานโรงงานที่มีความร้อนสูง เช่น โรงหลอม โรงงานผลิตเหล็ก” ดร.นพ.หิรัญวุฒิกล่าว

ดร.นพ.หิรัญวุฒิกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่ต้องดูแลใกล้ชิด ได้แก่ เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ รวมถึงผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ซึ่งข้อมูลจากกองโรคจากการประกอบอาชีพฯ ชี้ว่า แอลกอฮอล์จะเร่งการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการช็อกจากความร้อนได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยาบางกลุ่ม เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดัน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะโรคลมร้อนอีกด้วย

ดร.นายแพทย์หิรัญวุฒิกล่าวเพิ่มเติมว่า อาการเตือนของโรคจากความร้อนมีตั้งแต่ระดับไม่รุนแรงจนถึงรุนแรง โดยเริ่มจากผิวไหม้แดด ตะคริวจากการสูญเสียเหงื่อ อ่อนเพลีย หน้ามืด ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน และหากปล่อยไว้ก็จะเริ่มมีอาการรุนแรงขึ้น คือ ตัวร้อนจัด เหงื่อไม่ออก ผิวแห้ง ชีพจรเต้นเร็ว สับสน หรือหมดสติ ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉิน โดยแนวทางปฐมพยาบาลเบื้องต้น ให้นำผู้ป่วยเข้าที่ร่ม นอนราบ ยกเท้าสูง คลายเสื้อผ้า ใช้ผ้าเย็นประคบบริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ หรือใช้น้ำเย็นช่วยลดอุณหภูมิ และรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด สำหรับหน่วยงาน/สถานประกอบการที่มีพนักงาน หรือลูกจ้างที่ทำงานกลางแจ้ง ควรมีมาตรการป้องกัน เช่น จัดหาน้ำดื่ม จุดพักร่ม การปรับเวลาทำงานเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพในพนักงาน/ลูกจ้างที่อาจเกิดขึ้นจากความร้อน
ขณะที่กองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค แนะนำมาตรการป้องกัน ได้แก่ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลา 11.00–15.00 น. สวมใส่เสื้อผ้าสีอ่อน ระบายอากาศได้ดี ดื่มน้ำให้เพียงพอแม้ไม่รู้สึกกระหาย งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สวมหมวกหรือใช้อุปกรณ์ป้องกันแสงแดด และไม่ควรทิ้งเด็ก ผู้สูงอายุ หรือสัตว์เลี้ยงไว้ในรถที่จอดตากแดด รวมถึงผู้ที่ทำงานกลางแจ้งควรจัดเวลาพักเป็นระยะ และมีจุดพักคลายร้อนในพื้นที่ทำงาน ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และดูแลสุขภาพตนเองและคนในครอบครัว หากพบผู้มีอาการของโรคลมร้อน ควรรีบให้การช่วยเหลือทันที หรือมีข้อสงสัย สามารถติดต่อสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง





Users Today : 201
Users Yesterday : 622
Total Users : 9035336
Total views : 41349952
Who's Online : 8