เกษตรกรชาวสวนมะม่วงที่จังหวัดกาฬสินธุ์สุดอ่วม ราคาขายผลผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้ลูกสวย รสชาติหวานฉ่ำ ราคาดิ่งเหวจากเดิมราคา กก.ละ 60 บาท หลังวิกฤติพลังงานต่ำสุด กก.ละ 3 บาท สุดมึน ไปไม่ไหว “เถ้าแก่ล้ง” จากจังหวัดภาคกลางรุดขึ้นมารับซื้อถึงที่ หวังช่วยชุบชีวิตเกษตรกร กลับต้องเจ็บตัว สุดช้ำ แบกรับภาระค่าน้ำมันเที่ยวละหมื่น ขาดทุนเที่ยวละ 2 พันบาท อนาคตธุรกิจมะม่วงมืดมนจนแทบจะถอดใจ หวังความเห็นใจจากรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหามาตรการช่วยเหลือ

วันที่ 24 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการเก็บผลลิตมะม่วง ในช่วงปลายฤดูของเกษตรกรชาวสวนมะม่วงที่ จ.กาฬสินธุ์ พบว่าเป็นไปอย่างเงียบเหงา ไม่คึกคักเหมือนอย่างช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ถึงแม้ผลผลิตในปีนี้ ทั้งมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้และมะม่วงแก้ว ลูกสวย รสชาติหวานฉ่ำ จะออกสู่ตลาดจำนวนมาก แต่เกษตรกรชาวสวนมะม่วงแทบทุกรายกลับรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง กับราคาที่ตกต่ำมากที่สุดในรอบ 10 ปี

นางสาวภันทิสา มุคสิงห์ อายุ 37 ปี กล่าวว่า เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วง บ้านบึงวิชัยกล่าวว่า พื้นที่ ต.บึงวิชัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ทำการปลูกมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้และมะม่วงแก้วมาประมาณ 10 ปี เป็นการกลุ่มแปลงใหญ่เกษตรกรนับร้อยราย พื้นที่หลายพันไร่ จำหน่ายทั้งปลีกและส่ง ส่วนใหญ่จำหน่ายให้กับล้งแถบภาคกลาง ทุกฤดูกาลผลิตที่ผ่านมาก็จำหน่ายเรื่อยๆ ตามปกติ กก.ละ 30-60 บาทตามกลไกตลาดและคุณภาพของมะม่วง มีกำไรทุกปี โดยปีนี้เริ่มต้นเก็บเกี่ยวผลผลิตต้นเดือน เม.ย. ได้ราคา กก.ละ 35-40 บาท แต่พอจะถึงเทศกาลสงกรานต์ เกิดวิกฤติน้ำมันขาดแคลน บรรยากาศการค้าขายพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ มีปัญหาการขนส่ง ราคาเริ่มตกต่ำ เหลือที่ราคา กก.ละ 3-5 บาทเท่านั้น บางส่วนขายไม่ได้ ผลมะม่วงจึงตกค้างเต็มสวน และสุกหล่นเสียหายจำนวนมาก

นางสาวภันทิสากล่าวอีกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยราคาซื้อขายมะม่วงตกต่ำอย่างนี้ เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ทำเอาเกษตรกรชาวสวนมึนงง ทำอะไรไม่ถูก เพราะไหนจะต้องเก็บผลจากสวน ทำการคัดแยกและบรรจุเพื่อการขนส่ง ทุกขั้นตอนมีรายจ่ายทั้งนั้น โดยค่าจ้างแรงงานวันละ 300-400 บาท หากล่วงเวลาวันละ 700 บาทต่อราย ขณะที่ขายมะม่วงขาดทุน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้วางแผนรับมือมาก่อน ก็ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร จะแปรรูปโดยการทำมะม่วงกวนหรืออย่างอื่น ก็ไม่ได้เตรียมการไว้ ปีหน้าค่อยวางแผนสำรองใหม่ ปีนี้ก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย เพราะขาดทุนยับเยิน แก้ไขสถานการณ์อะไรไม่ทัน ก็ได้ปลอบในตัวเองไปวันๆว่าได้เก็บมะม่วงขายพอได้เงินซื้อน้ำแข็งกินคลายร้อน และพอมีเงินใช้จ่ายในครัวเรือนเท่านั้น

ด้านนายคำพันธ์ ทองจำปา อายุ 69 ปี เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงบ้านบึงวิชัยอีกราย กล่าวว่าผลผลิตมะม่วงปีที่ผ่านมา ตนขายได้เงินประมาณ 3 แสนบาท หักค่าปุ๋ยเคมี ค่าบำรุง ค่าแรงงานแล้ว ก็พอมีกำไร และเป็นทุนหมุนเวียน แต่ปีนี้ผลผลิตดีมาก มะม่วงสวยทุกลูก ราคาเริ่มต้นค่อนข้างสูง ตนขายได้ในราคา กก.ละ 50-60 บาท หรือตันละ 5-6 หมื่นบาท ชาวสวนทุกคนต่างดีใจ มองเห็นอนาคตที่สดใส แต่อยู่ๆก็เกิดสถานการณ์น้ำมันขาดแคลน การขนส่งมะม่วงไปยังล้งต่างๆในหลายจังหวัด โดยเฉพาะที่ภาคกลางเกิดสะดุด จะบรรทุกมะม่วงไปส่งเอง หรือเถ้าแก่ล้งจะขึ้นมารับซื้อถึงที่เองก็มีปัญหาด้านน้ำมัน ปัญหาการจำหน่ายมะม่วงเริ่มเกิดขึ้น กระทั่งถึงทุกวันนี้ที่เข้าสู่ช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยว ขายได้แค่ กก.ละ 3 บาท หรือตันละ 2-3 พันบาทเท่านั้น ซึ่งก็พอที่จะได้ค่าปุ๋ยเคมีคืนบ้าง ส่วนจะกำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่ ยังไม่อยากคิดในตอนนี้ เพราะยังมึนงงกับสถานการณ์เหลือเกิน

ขณะที่นางไพรินทร์ แสงเมล์ เถ้าแก่ล้ง จาก จ.กำแพงเพชร กล่าวว่า การรับซื้อผลผลิตมะม่วงฤดูกาลนี้มาปัญหามาตั้งแต่น้ำมันขึ้นราคา จนเกษตรกรไม่สามารถจ้างรถขนส่งหรือบรรทุกมะม่วงนำส่งล้งได้ จึงได้โทร.ให้ตนขึ้นมารับซื้อถึงที่ โดยพื้นที่ ต.บึงวิชัย มีล้งขึ้นมาเปิดจุดรับซื้อถึง 5 จุด เพื่อช่วยระบายผลผลิตออกให้ทันก่อนได้รับความเสียหาย แต่ด้วยต้นเหตุของปัญหาน้ำมันขาดแคลนและราคาสูง ก็เป็นอุปสรรคต่อการรับซื้อ จึงจำเป็นต้องปรับราคาซื้อลงตามกลไก กำหนดราคาขั้นต่ำ กก.ละ 3 บาทไม่เกิน 5 บาทตามคุณภาพ ถึงแม้วันนี้น้ำมันจะลดลงบ้าง แต่ระบบการตลาดหรือการค้าการขาย ที่เกิดการสะดุดก่อนหน้านี้ ก็ยังมีผลกระทบต่อเนื่องกับภาคธุรกิจการค้าขายอยู่ดี

“ทุกปีที่ผ่านมาค่าขนส่งเที่ยวละ 6 พันบาท แต่ปีนี้สิ้นเปลืองค่าน้ำมันเที่ยวละ 1 หมื่นบาท ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงทีเดียว ในส่วนปริมาณมะม่วงที่ซื้อไป เมื่อถึงปลายทางก็เกิดความเสียหายเป็นธรรมดา เนื่องจากสภาพอากาศร้อนมาก มีผลให้ลูกมะม่วงเกิดการเน่าเสีย อย่างเมื่อวานซื้อไป 9 ตันกว่า ไปถึงปลายทางที่ล้งเหลือจากการคัดแยกเพียง 8 ตันกว่าเท่านั้น ซึ่งน้ำหนักลดหายไป ขาดทุนเฉลี่ยต่อเที่ยวถึง 2 พันกว่าบาททีเดียว ทำให้บรรยากาศการซื้อข่ายมะม่วงปีนี้วิกฤติมาก และรู้สึกสงสารเกษตรกรมาก ขณะที่ตนเองที่เป็นแม่ค้าคนกลางก็ได้รับผลกระทบหนักไม่ด้อยไปกว่ากัน จะเลิกกลางคันก็ไม่ได้เพราะเป็นอาชีพ ก็ต้องทนสู้ต่อไปเพื่ออนาคตจะดีขึ้น ซึ่งหวังว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะลงมาดูปัญหาและมีมาตรการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนมะม่วง รวมทั้งผู้ประกอบการค้ามะม่วงด้วย” นางไพรินทร์กล่าวในที่สุด







Users Today : 536
Users Yesterday : 999
Total Users : 9055463
Total views : 41387477
Who's Online : 2