ส.ว.ถกเดือด! เปิดปม “สนามกีฬาร้าง–โอนสะดุด” ทั่วประเทศ ชงยกเครื่องกฎหมาย ดันเอกชนร่วมฟื้น–ปลดล็อกท่องเที่ยวไทย
กรุงเทพฯ – เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 426 อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภา ประชุมครั้งที่ 10/2569 โดยมีนายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานกรรมาธิการ พร้อมด้วย พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง รองประธานคนที่ 5 และคณะกรรมาธิการ ร่วมพิจารณาความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการ พร้อมเปิดวงถกปัญหาเชิงโครงสร้างด้านท่องเที่ยวและกีฬาอย่างรอบด้าน
การประชุมเริ่มจากการฉายภาพ “เมืองพัทยา” ในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยว ที่มีศักยภาพยกระดับเศรษฐกิจประเทศ หากสามารถพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยที่ประชุมเห็นตรงกันว่าการขับเคลื่อนต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา และผู้นำองค์กร เพื่อคลี่คลายข้อจำกัดและสร้างการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน สภามีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายและเชื่อมประสานให้เกิดผลลัพธ์เชิงระบบ
จากนั้นที่ประชุมได้เข้าสู่ประเด็นสำคัญ คือ ปัญหาการโอนและบริหารจัดการสนามกีฬาทั่วประเทศ ซึ่งพบอุปสรรคสะสมหลายด้าน ทั้งการขาดบุคลากรและงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สภาพสนามที่ชำรุดจากการถูกทิ้งร้าง รวมถึงการใช้ประโยชน์ที่ยังไม่เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้
ที่ประชุมวิเคราะห์ว่า ปัญหาดังกล่าวมีรากเหง้ามาจากการดำเนินโครงการในอดีตที่ขาดการมีส่วนร่วมของพื้นที่ ลักษณะสั่งการจากส่วนกลาง ส่งผลให้บางแห่งก่อสร้างในพื้นที่ไม่เหมาะสม ขาดสาธารณูปโภค และติดข้อจำกัดด้านสิทธิที่ดิน เช่น พื้นที่ป่าสงวน อีกทั้งยังมีความไม่ชัดเจนของสัญญาและเงื่อนไขความรับผิดชอบของผู้รับจ้าง
เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ที่ประชุมเสนอให้ใช้บันทึกข้อตกลง (MOU) เป็นกลไกชั่วคราวก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น พร้อมเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการ และสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถหารายได้จากการใช้สนามกีฬา ภายใต้กรอบกฎหมาย นอกจากนี้ยังเสนอให้มีหน่วยงานกลางประเมินความพร้อมของ อปท. รวมถึงจัดสรรงบประมาณสนับสนุนตามขนาดของสนามกีฬา
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมแสดงความกังวลว่าจำนวนสนามกีฬาที่มีปัญหาอาจไม่ได้มีเพียงไม่กี่แห่ง แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึงระดับ “หลักร้อยแห่ง” จึงเสนอให้เร่งสำรวจและตรวจสอบสนามกีฬาทั่วประเทศกว่า 171 แห่ง เพื่อประเมินสภาพการใช้งานจริง พร้อมกำหนดกรอบเวลาชัดเจนในการรับมอบ และระบุผู้รับผิดชอบหากทรัพย์สินไม่สามารถใช้งานได้ตามมาตรฐาน
ในประเด็นการบริหารจัดการทรัพย์สินของภาครัฐ ยังพบปัญหาการโอนทรัพย์สินล่าช้าและภาระหนี้สินจำนวนมาก โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับกรมธนารักษ์ ซึ่งมีมูลค่าหลักร้อยล้านบาท ที่ประชุมจึงเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายและออกกฎกระทรวงเพื่อรองรับสถานการณ์จริง ลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอน และตั้งกลไกกลางในการไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ใช้เทคโนโลยี เช่น ระบบ QR Code เพื่อติดตามสถานะโครงการและเพิ่มความโปร่งใส รวมถึงเปิดโอกาสให้หน่วยงานภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและให้คำแนะนำ
ช่วงท้ายของการประชุม ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางส่งเสริม “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” โดยเน้นการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสปาและการนวด เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน ทั้งในด้านมาตรฐานบริการ การควบคุมการโฆษณา และการเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน
พร้อมกันนี้ มีข้อเสนอให้จัดทำระบบฐานข้อมูลกลาง (Provider ID) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลผู้ให้บริการ และยกระดับการตรวจสอบ ขณะเดียวกันยังมีการถกเถียงเรื่องการกำหนดสัญชาติของผู้ประกอบการและผู้ให้บริการ เพื่อรักษาอัตลักษณ์ความเป็นไทย โดยเฉพาะการผลักดันให้นวดแผนไทยเป็นอาชีพสงวน
ทั้งนี้ ที่ประชุมเตรียมเดินหน้าศึกษาประเด็นสำคัญเพิ่มเติม อาทิ ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์จากการแสดงดนตรีในสถานประกอบการ และปัญหานอมินีต่างชาติในธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยและภาพลักษณ์ประเทศ
โดยสรุป ที่ประชุมเห็นพ้องว่า การแก้ไขปัญหาด้านท่องเที่ยวและกีฬาจำเป็นต้องดำเนินการเชิงโครงสร้าง ทั้งการปรับปรุงกฎหมาย การกำหนดความรับผิดชอบที่ชัดเจน และการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ทรัพย์สินของรัฐถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า
//





Users Today : 112
Users Yesterday : 784
Total Users : 9040630
Total views : 41358419
Who's Online : 1